หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
330431 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 104
 
ข่าวประจำวัน : "พิลลาร์" แก้นอนกรน

สุจิต เมืองสุข รายงาน

ถ้าทุกๆ วันหลังการตื่นขึ้นมาตอนเช้า รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ง่วงนอนบ่อยๆ เหมือนคนอดนอน ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า คุณหลับไม่สนิทในการนอนตลอดคืน ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุหนึ่ง คือคนข้างเคียง "นอนกรน"

และตัวผู้ที่นอนกรนเอง ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคสมอง โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคสมรรถภาพทางเพศเสื่อม โรคเบาหวาน โรคความจำเสื่อมถอย หลับในง่าย ปวดศีรษะตอนเช้า และขี้เซามากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

เสียงกรนที่เกิดขึ้น มาจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจ ตั้งแต่จมูกลงไปถึงคอ ทำให้บริเวณทางเดินอากาศแคบลงในขณะหลับและลิ้นตกลงด้านล่าง จึงไปกดทางเดินอากาศทำให้ลมหายใจเข้าออกแรงกว่าปกติ เกิดการกระแทกกันของผนังคอ ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือน ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ทอนซิล หรือมาจากอวัยวะเหล่านี้มีความหนาหรือโตขึ้น และไปกีดขวางทางเดินอากาศ

การนอนกรน แบ่งความรุนแรงเป็น 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 คือ กรนในขณะนอนหงาย เมื่อนอนตะแคงจะทำให้อาการดีขึ้น

ระดับที่ 2 คือ กรนในทุกท่านอน แม้กระทั่งนั่งหลับก็มีเสียงกรน

ระดับที่ 3 คือ มีการหายใจติดขัด หายใจสะดุด สำลักน้ำลายหรือมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ ส่งผลให้ตอนกลางวันง่วงนอนง่าย ขี้เซา หลับใน ซึ่งการกรนในระดับที่ 3 ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา

(ภาพซ้าย) ระหว่างรักษา (ภาพขวา) แท่ง พิลลาร์



เสียงกรนที่ดังมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณเตือนอันตรายถึงสภาวะที่น่าวิตกอย่างหนึ่งและเป็นความรุนแรงระดับที่ 3 คือ "ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ"

รศ.น.พ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ ภาควิชาโสต ศอ นาสิก วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล กล่าวว่า การนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากขึ้น โดยจะพบในทุกช่วงอายุ แม้กระทั่งในเด็ก แต่จะถือเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ได้ และยังถือว่าเป็นปัญหาต่อสุขภาพด้วย หากไม่ได้รับการรักษา

ผู้ชายไทยที่มีอาการนอนกรนสูงถึงร้อยละ 20 และมีมากถึงร้อยละ 5 ที่เป็นภาวะหยุดหายใจระหว่างหลับไปด้วย ส่วนผู้หญิงแม้จะพบว่านอนกรนน้อยกว่า เพียงร้อยละ 5 แต่กว่าครึ่งหนึ่งพบว่าเป็นภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ อย่างไรก็ตาม อาการนอนกรนนี้พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนอนกรนมากขึ้นเช่นกัน

แต่ในทางการแพทย์ถือว่า การนอนกรนเป็นสิ่งผิดปกติ และเป็นตัวบ่งชี้ว่าทางเดินหายใจของคนคนนั้นแคบ ยิ่งหากมีปัญหาแน่นจมูก ต้องอ้าปากเวลานอนจะยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้นไปอีก!!

การแก้ไขหรือการรักษา สามารถทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงท่านอน เช่น เปลี่ยนมานอนตะแคง อาจช่วยลดอาการนอนกรน หรือการใช้เครื่องมือแพทย์เข้าช่วย โดยใส่ไว้ในปากขณะนอนหลับ จะช่วยเปิดช่องทางเดินอากาศให้กว้างมากขึ้นและช่วยพัฒนาการหายใจในเวลากลางคืนของคุณให้ดียิ่งขึ้น หรือการผ่าตัด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้

(ภาพซ้าย)อุปกรณ์การฝังพิลลาร์ (ภาพขวา) ฉีดยาชา



สิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งกับผู้ป่วยนอนกรน โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือแพทย์ช่วยในการหายใจขณะหลับ ใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

การรักษาแบบใหม่เรียกว่า การใส่พิลลาร์ (Pillar procedure) โดยใช้วัสดุที่เรียกว่า "พิลลาร์" จำนวน 3 ชิ้น ฝังเข้าไปบริเวณจุดเชื่อมต่อของเพดานแข็งและเพดานอ่อน ภายในช่องปาก แท่งพิลลาร์จะช่วยลดการสะบัดของเพดานอ่อนลง สามารถลดการนอนกรนได้มากถึงร้อยละ 80

"พิลลาร์" เป็นแท่งวัสดุที่ทำมาจากด้ายสำหรับเย็บหัวใจ ม้วนเป็นแท่งขึ้นมา จึงมีความยืดหยุ่นและไม่เป็นอันตรายหรือส่งผลข้างเคียงกับอวัยวะภายในร่างกาย ขนาดของพิลลาร์ 1 ชิ้น มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งทางการแพทย์มีการวิเคราะห์แล้วว่า ผู้ป่วยนอนกรนต้องฝังวัสดุพิลลาร์ไว้จำนวน 3 ชิ้น จึงจะช่วยได้

กรรมวิธีการรักษาจะเริ่มที่พบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของการนอนกรน ซึ่งในผู้ป่วยบางรายมีปัจจัยอื่นทำให้นอนกรนด้วย เช่น อ้วน แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักก่อน หรือเป็นโรคภูมิแพ้ จะต้องรักษาอาการโรคภูมิแพ้ไปด้วย หลังจากนั้นจะนัดวันใส่พิลลาร์ โดยให้รับประทานอาหารก่อนเวลานัด ฉีดยาชาบริเวณเพดานอ่อน ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใช้อุปกรณ์ฝังพิลลาร์ครั้งละ 1 ชิ้น รวม 3 ชิ้น เป็นอันเสร็จสิ้นการรักษา

รศ.น.พ.ชัยรัตน์ ระบุว่า แพทย์ผู้ให้การรักษาจำเป็นต้องเชี่ยวชาญในการฝังพิลลาร์ด้วย เนื่องจากต้องฝังพิลลาร์ให้เรียงกัน 3 ชิ้น และมีระยะห่างระหว่างชิ้นประมาณ 2 มิลลิเมตร จึงจะได้ผลดี และภายหลังที่ฝังพิลลาร์เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยสามารถรรับประทานอาหาร ดื่มน้ำได้ตามปกติ และเมื่อหายอาการชา ผู้ป่วยอาจรู้สึกรำคาญเหมือนมีอะไรเพิ่มมาในช่องปาก 2-3 วัน และเจ็บนิดๆ เท่านั้น ส่วนผลที่ตามมา อาการนอนกรนของผู้ป่วยจะลดลงภายใน 3-5 วัน และจะเห็นผลดีภายใน 3 เดือน

การฝังพิลลาร์นี้รักษาได้กับผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย แต่ในวัยเด็กขึ้นกับวินิจฉัยของแพทย์ และยังไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโคนลิ้นใหญ่และต่อมทอนซิลโต เพราะอาจรักษาอาการได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

สำหรับค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 26,000-45,000 บาท ขึ้นกับโรงพยาบาล ซึ่งการฝังพิลลาร์มีแพร่หลายในประเทศไทยราว 3 เดือนแล้วทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

หน้า 23
ข่าวประจำวัน : 22 February 2006
แหล่งที่มา ข่าวสด
อ่าน 1168





ย้อนกลับ
 
เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ  เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิทยบริการ อย.  บุคลากร
 
      
 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

since 21/02/44 World Map  

ศูนย์วิทยบริการ
ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω