หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
431532 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 68
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 45293
ข่าวประจำวัน : มหิดลเผยงานวิจัย"มะรุมต้านมะเร็งลำไส้"แนะกินเป็นเมนูอาหารทั้งป้องกันและรักษาได้ผลดีเยี่ยม

updated: 16 มี.ค. 2560 เวลา 20:20:04 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงงานวิจัยมะรุมต้านมะเร็งผ่านยูทูป Mahidol Channelมหิดล แชนแนล ว่า มะเร็งทุกๆ อย่าง มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพันธุกรรม ยีนของแต่ละคน หรือ เรื่องของเชื้อชาติ แต่ถ้าดูเรื่องบทบาทของอาหาร เราพบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ทวารหนัก มีสาเหตุหลักๆ มาจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ 

โดยข้อมูล ระบุว่า มะเร็งลำไส้ ตั้งแต่ปี 2543 คนไทยมีผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จึงเป็นที่มาของการศึกษาผักไทยในอาหารของสถาบันโภชนาการ เพื่อที่จะค้นหาสมุนไพรที่มีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ 


ศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่


"สาเหตุของมะเร็งลำไส้ มันเป็นเรื่องของกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้น เราจึงมาสแกนว่า พืช สมุนไพรตัวไหน สามารถที่จะลด เรียกเป็นดัชนีชี้วัดการอักเสบ พบว่าอันดับที่ดีที่สุด คือ มะรุม คือ ใช้โดส หรือ ขนาดที่น้อย แต่สามารถที่จะลดการอักเสบได้ดีที่สุด"

ข้อมูล ระบุอีกว่า ในการวิจัยครั้งนี้ได้ทำการศึกษาการใช้มะรุมในสัตว์ทดลอง แบ่งสัตว์ทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 เป็นหนูทดลองที่ไม่ได้รับการกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็ง และไม่ได้มะรุมด้วย คือ ได้อาหารตามปกติ นี่เรียกว่าเป็นกลุ่มควบคุมแบบลบ เป็น เนกาทีฟ คอนโทรล ผ่านไป 20 สัปดาห์ จะไม่เป็นมะเร็งลำไส้ 

กลุ่มที่ 2 กลุ่มควบคุมบวก เป็นหนูกลุ่มที่กระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ กลุ่มนี้จะได้รับอาหารปกติโดยที่ไม่มีส่วนผสมของมะรุม แต่จะได้รับสารกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง ซึ่งทำให้ในระยะเวลาที่เราทำการศึกษาสามารถกระตุ้นให้เกิดก้อนมะเร็งได้ โดยกลุ่มนี้เมื่อได้รับสารก่อมะเร็ง 2 ชนิด ภายใน 20 สัปดาห์ จะมีอาการอักเสบ หรือ เป็นมะเร็งลำไส้จริงตามที่กำหนด 



กินมะรุมโดสสูงให้ผลดีเชิงป้องกัน

จากนั้นกระบวนการทดลองกลุ่มต่อมา คือ ศึกษาการกินมะรุมในเชิงป้องกัน โดยจะมีการผสมมะรุมลงไปในอาหารที่ให้หนูกิน แบ่งปริมาณออกเป็น 3 ขนาด โดยที่มาของขนาด คือ เทียบเคียงกับปริมาณการบริโภคของคนไทย ตัวเลขอยู่ที่ 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วก็มาเทียบเคียงกลับไปในสัตว์ทดลอง โดยจะผสมให้หนูแต่ละกลุ่มแตกต่างกันตัวอย่างละ 2 เท่า ตั้งแต่  6% 3% และ 1.5%

โดยสัตว์ทดลองชุดที่ศึกษาการกินมะรุมในเชิงป้องกัน จะแบ่งสัตว์ทดลอง ออกเป็น 6 กลุ่มย่อย โดย กลุ่ม 3 ,4 และ 5 จะเป็นสัตว์ที่ได้อาหารที่มีส่วนผสมของมะรุมที่ต่างกัน เพื่อที่จะศึกษาว่ามะรุมที่ได้รับนั้นจะไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย ขณะที่สัตว์ทดลองกลุ่มที่ 6 ,7 และ 8 จะได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของมะรุมก่อน 2 สัปดาห์ แล้วจึงมีการให้สารก่อมะเร็ง จากนั้นก็ให้อาหารที่มีส่วนผสมของมะรุมต้มต่อไปอีก 3 สัปดาห์ และเปลี่ยนเป็นอาหารปกติจนครบ 20 สัปดาห์ 

"เราเจอว่าในหนูกลุ่มที่ได้รับฝักมะรุมต้มไม่ว่าจะโดสต่ำ หรือ โดสสูง จำนวนก้อนมะเร็ง หรือ ตัว พยาธิสภาพของมะเร็งมันดีขึ้นเป็นลำดับ โดยโดสที่สูง จะให้ผลในการลดจำนวนก้อนมะเร็งได้ดีกว่าในโดสที่ต่ำ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับฝักมะรุมต้ม อันนี้คือผลในเชิงป้องกัน"

มะรุมโดสต่ำให้ผลดีเชิงรักษา 


จากนั้นได้ทดลองในสัตว์กลุ่มสุดท้าย เป็นการศึกษาเชิงการรักษา หรือบรรเทาสภาพของมะเร็ง ฉะนั้นกลุ่มนี้หนูต้องถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งก่อน หลังจากนั้นจึงให้หนูได้รับมะรุมต้มทั้ง 3 ขนาด กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มที่ 9 ,10 และ 11 จะมีการถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งก่อน หลังจากนั้นถึงจะได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของมะรุมต้มที่มีสัดส่วนต่างกันไปอีก 15 สัปดาห์ 
และ กลุ่มที่ 12 ,13 และ 14 จะไม่ได้รับสารก่อมะเร็ง แต่จะได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของมะรุม ต้มในสัดส่วนที่ต่างกันอีก 15 สัปดาห์เช่นกัน เพื่อที่จะศึกษาว่ามะรุมที่ได้รับไปจะไม่มีผลกระทบต่อร่างกายเช่นเดียวกัน 

"ในกลุ่มที่เราให้หนูได้รับฝักมะรุมต้ม หลังจากที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งแล้ว เราก็พบว่าจำนวนก้อนมะเร็งก็ลดลงเหมือนกัน แต่เราพบว่าที่โดสต่ำกว่า กลับให้ผลในการลดจำนวนมะเร็งได้ดีกว่าโดสที่สูง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าผลมันจะตรงข้าม ระหว่างเชิงป้องกันกับในเชิงรักษา พอหลังจากนั้นเราก็พยายามที่จะไปทบทวนว่าการศึกษาในลักษณะของมะเร็งลำไส้มันเป็นลักษณะแบบนี้ไหม เราก็เจอว่ามันจะเป็นลักษณะนี้จริงๆ การใช้โดสที่สูงมากๆ บางครั้งพบว่าไม่ได้ลดภาวะพยาธิสภาพที่ดีขึ้นกว่าโดสต่ำ"



แนะบริโภครูปของอาหารดีสุด 


ผศ.ดร.ชนิพรรณ กล่าวต่อว่า เนื่องจากเราเจอว่าโดสที่ต่ำดีกว่าโดสที่สูง ฉะนั้นในการบริโภคในรูปของอาหารอาจารย์มั่นใจว่าโดสมันจะไม่ได้สูงมาก เพราะมันถูกจำกัดด้วยปริมาณที่เราก็คงอิ่มเสียก่อน แต่ถ้าเราไปกินเป็นแคปซูลเอามาใส่เป็นผง โอกาสที่เราได้ขนาดที่สูงแล้วมันไม่ได้ให้ผลดีไปกว่าโดสที่ต่ำ

เพราะฉะนั้นในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เราออกแบบให้เหมือนกับการบริโภคที่อยู่ในรูปของอาหาร ให้เอามะรุมมาอยู่ในเมนูอาหาร ซึ่งมันอาจจะเพิ่มความหลากหลาย แต่ก่อนเรารู้จักกันแต่แกงส้มมะรุมอาจจะต้องมีการครีเอทเมนูอะไรที่ทำให้ฝักมะรุมมันมาอยู่ในอาหารที่หลากหลายเมนูมากขึ้นมีบางคนเอาไปทำแกงอ่อม ทำยำ เอาไปผัด 

"อยากให้มีเมนูอะไรที่มันหลากหลาย เมนูอะไรที่เป็นผักพื้นบ้านอาหารไทย ที่มันเริ่มจะหายหรือคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้วแต่มันมีศักยภาพที่ดีในเชิงสุขภาพ ก็อยากจะให้มันกลับมา แล้วเอาข้อมูลงานวิจัยไปรองรับ แทนที่หลายๆ คนจะไปตื่นเต้นกับพืชผักอะไรของต่างประเทศ ซึ่งถ้าเราดูพืชผักสมุนไพรในประเทศไทยมีศักยภาพในเชิงป้องกันดีกว่าเยอะ"

ข่าวประจำวัน : 17 March 2017
แหล่งที่มา ประชาชาติธุรกิจ
อ่าน 31





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω