หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
430431 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 32
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 48493
ข่าวประจำวัน : สารสกัด “ขมิ้นชัน” ลดระดับน้ำตาล ไขมัน ช่วยป้องกันเบาหวาน ลดหลอดเลือดแข็งตัว

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: MGR Online

 

วิจัยพบ “สารสกัดขมิ้นชัน” ช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ เหตุลดระดับน้ำตาล ไขมัน คุมการทำงานเบตาเซลล์ ทำให้ค่าอินซูลินดีขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานจะช่วยลดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือด ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับไขมันรวมในร่างกาย และไขมันในช่องท้อง

วันนี้ (9 ส.ค.) ผศ.พญ.สมลักษณ์ จึงสมาน อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวในงานเสวนา “สารสกัดขมิ้นชันในผู้ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวาน” ภายในงานสัมมนา “มหัศจรรย์สมุนไพรขมิ้นชัน” จัดโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ว่า สารสกัดจากขมิ้นชันช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ ซึ่งจากการทดลองทางคลินิกในคนที่ยังไม่ป่วยโรคเบาหวาน แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็น คือ มีค่าน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ จำนวน 240 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่กินยาหลอก และกลุ่มที่ได้รับแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน ซึ่งจะรับประทานครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง ขนาดรวม 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 9 เดือน ควบคู่กับควบคุมไลฟ์สไตล์ คือ การควบคุมอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงต้องการเกิดโรค เช่น อาหารรสหวาน ลดน้ำตาล ลดการกินแป้ง และมีการออกกำลังกาย ซึ่งให้ทั้งสองกลุ่มเริ่มทำก่อนกินยาเป็นเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มที่ได้รับยาหลอก 16.4% ถูกวินิจฉัยว่า เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ขณะที่กลุ่มที่ได้รับสารสกัดขมิ้นชันไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานเลย ซึ่งจากการตรวจติดตาม พบว่า สารสกัดขมิ้นชันช่วยชะลอการทำงานของเบตาเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ของตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน โดยส่งผลให้การทำงานดีขึ้น ค่าน้ำตาลสะสม ค่าอินซูลินต่างๆ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากก่อนช่วงที่รับประทาน มีผลข้างเคียงของยาน้อยมาก ดังนั้น ในคนที่ยังไม่ป่วยจึงสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้

 

ผศ.พญ.สมลักษณ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวสูง และหากไม่รักษาโรคเบาหวานเลยจะมีอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไป 2-4 เท่า ซึ่งหากเกิดกับหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็จะทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจ หรือสมองตีบตัน เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด ไปจนถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเลือดไม่ไหลเวียนไปยังแขนขา เมื่อเกิดบาดแผลทำให้ไม่รู้สึก เป็นที่มาของการถูกตัดอวัยวะ ซึ่งตัวโรคเบาหวานทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด รวมถึงระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือด ซึ่งอย่างที่ทราบว่า การทดลองสารสกัดขมิ้นชันในหนูทดลอง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันได้ จึงนำมาทดลองทางคลินิก โดยศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ใช้ยาควบคุมโรคเบาหวานชนิดเล็กน้อย ไม่มีโครตับ ไต และหัวใจอย่างรุนแรง จำนวน 240 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ กลุ่มรับยาหลอกและกลุ่มที่รับแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน โดยให้รับประทานครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง ขนาด 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน โดยพบว่า กลุ่มที่ได้รับแคปซูลสารสกัดจากขมิ้นชันสามารถลดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดและภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ รวมถึงสามารถช่วยลดระดับไขมันรวมในร่างกาย (Total Body Fat) ระดับไขมันในช่องท้องด้วย และสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้

เมื่อถามว่า สารสกัดขมิ้นชันจะน้ำมาแทนยาลดระดับน้ำตาลได้หรือไม่ ในการช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ผศ.พญ.สมลักษณ์ กล่าวว่า ในการศึกษาเป็นการกินเพิ่มจากการใช้ยาควบคุมเบาหวาน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะนำมาใช้แทนยาแผนปัจจุบันได้ ซึ่งยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมมากกว่านี้ เช่น ศึกษาการลดขนาดยาสารสกัดขมิ้นชันว่า ระดับต่ำสุดปริมาณเท่าไรที่ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้ รวมถึงอาจต้องศึกษาขนาดใหญ่มากขึ้น ทั้งระยะเวลามากขึ้น กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากขึ้นและหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบคำถามว่าจะสามารถนำมาใช้แทนได้หรือไม่ รวมไปถึงจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในการช่วยลดปัญหาไขมันพอกตับได้หรือไม่

เมื่อถามว่า จะนำสารสกัดขมิ้นชันมาดูแลสุขภาพอย่างไร ผศ.พญ.สมลักษณ์ กล่าวว่า หากจะรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถทำได้ในกลุ่มคนที่ยังไม่ป่วย โดยอาจรับประทานเพียงวันละ 1-2 แคปซูลก็ได้ แต่หากต้องการผลลัพธ์เหมือนอย่างการศึกษาเรื่องการป้องกันโรคเบาหวาน ก็ต้องรับประทานให้ได้ตามโดสที่ศึกษา ส่วนการใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้น จากการทดลองเป็นการใช้สารสกัดจากขมิ้นชันเพิ่มเติมจากยาควบคุมเบาหวาน ดังนั้น ยืนยันว่า ไม่ควรนำมาใช้แทน แต่ควรเป้นลักษณะของการใช้เสริมขึ้นมา โดยจะต้องมีการปรึกษากับแพทย์ผู้ให้การรักษาด้วย

 

แหล่งที่มา    https://mgronline.com/qol/detail/9610000079242


 

 


ข่าวประจำวัน : 10 August 2018
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 16





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω