หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
219319 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 35
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 48721
ข่าวประจำวัน : “โรคไข้ซิกา” และ “โรคไข้เลือดออก” อันตรายจากยุงลาย วายร้ายตัวจิ๋ว

เผยแพร่:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

อ.นพ.สุสัณห์ อาสนะเสน
ภาควิชาอายุรศาสตร์

สัตว์ตัวจิ๋วที่บินไปมา พบเห็นบ่อย ๆ แต่แฝงไปด้วยอันตรายรอบตัวอย่างเจ้า “ยุงลาย” พาหะนำ “โรคไข้ซิกา” และ “โรคไข้เลือดออก” ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่นำความเจ็บป่วยไม่สบายมายังมนุษย์ บางรายอาจถึงแก่ชีวิต ถ้าไม่รับการรักษาอย่างทันท่วงที วันนี้เราจะพาท่านไปรู้จักกับโรคทั้งสอง เริ่มด้วย...

“โรคไข้ซิกา”

ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคนี้เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ที่เมื่อใดพบผู้ป่วยจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทุกครั้ง 

โรคไข้ซิกาเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี่ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยทั่วไปยุงลายเพศเมียจะกัด ในช่วงเช้า หรือ เย็นจนถึงพลบค่ำ ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-14 วันหลังจากถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด

การติดต่อ เกิดจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกากัด นอกจากนี้ยังอาจติดต่อได้ทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ หรือ แพร่จากมารดาที่ป่วยไปสู่ทารกในครรภ์

อาการ ที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการเหล่านี้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง และเป็นอยู่ประมาณ 2-7 วัน ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ บางรายอาจทำให้เด็กทารกที่คลอดออกมามีภาวะศีรษะเล็กได้ 

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสซิกามากที่สุด คือ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ หากติดเชื้อแล้ว อาจทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตราย เกิดความพิการแต่กำเนิด คือ เด็กจะมีศีรษะเล็กกว่าปกติ (microcephaly) และอาจส่งผลทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด หรือ เกิดการแท้งตามได้ ดังนั้นหากหญิงตั้งครรภ์มีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ หรืออาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ ควรมารับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค 

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ หรือ เด็กโต บางรายที่ป่วยอาจมีอาการ ชาปลายมือปลายเท้า ร่วมกับ อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นผลจากปลอกหุ้มเส้นประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลัน แทรกซ้อนตามมาได้ 

การรักษาทำได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้หรือบรรเทาอาการปวด ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ซิกาโดยเฉพาะ

วิธีป้องกัน โรคไข้ซิกาสามารถป้องกันได้ เพียงระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด โดย นอนกางมุ้ง หรือ ติดมุ้งลวดป้องกันยุงเข้าบ้าน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายโดยการทำความสะอาด เทน้ำในภาชนะทิ้ง หรือ ปิดฝาภาชนะที่สามารถบรรจุน้ำได้ เช่น กระถางต้นไม้ เพื่อป้องกันน้ำขังอันจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ใช้สารทาป้องกันยุงกัด กรณีในหญิงตั้งครรภ์ ให้ใช้สารทาป้องกันยุงที่มีส่วนประกอบสำคัญ เช่น DEET ความเข้มข้น 10-30% ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ก่อนซื้อสังเกตที่ฉลาก )

ผู้ที่ปวยแล้วจะลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้หรือไม่ ผุ้ป่วยสามารถลดการแพร่เชื้อได้โดย

1. ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากเริ่มมีอาการไม่สบาย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีเชื้อเหลืออยู่ในกระแสเลือดหากถูกยุงกัดในช่วงนี้จะสามารถแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้ 

2. เพื่อลดการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธุ์ หรือ ใช้ถุงยางอนามัย ผู้ป่วยชาย เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน และ ผู้ป่วยหญิง เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน 
(ยังมีต่อ...โรคไข้เลือดออก)

https://mgronline.com/qol/detail/9610000091760


ข่าวประจำวัน : 14 September 2018
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 26





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω