หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
986986 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 28
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 48722
ข่าวประจำวัน : วิธีกำจัดพิษไขมันทรานส์ในร่างกาย / พญ.ภัทรลดา ฤทธิวงศ์

เผยแพร่:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

ตั้งแต่มี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เรื่องการห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่ายไขมันทรานส์ในประเทศไทย เริ่มใช้บังคับนับจากวันประกาศอีก 180 วัน โดยในประกาศนี้ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนนั้น เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หลายๆ คนตื่นตัวกันมาก แม้ว่าการพูดและให้ความรู้เรื่องไขมันทรานส์ในประเทศไทยนั้นมีมาหลายปีแล้ว อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีการออกนโยบายระดับประเทศออกมาในเรื่องการป้องกันและดูแลสุขภาพ [1]

 

เราทราบดีว่า เมื่อรับประทานไขมันทรานส์เข้าไปในร่างกายจะก่อให้เกิดผลต่างๆ ในร่างกายตามมา โดยเฉพาะการทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และหากการอักเสบนั้นเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุแห่งการเกิดโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดต่อต่างๆ (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของปัญหาของหลอดเลือดทั้งสิ้น ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง เพราะว่าตัวไขมันทรานส์ไปเพิ่มการสร้างคอเลสเตอรอลตัวที่เลว หรือ LDL (ความจริงแล้วเมื่อร่างกายมีการอักเสบก็จะมีกระบวนการต่างๆ มากมายเพื่อยับยั้งการอักเสบ รวมทั้งไขมัน LDL นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างจากตับมาพอกที่หลอดเลือดที่อักเสบ จนหลอดเลือดแข็งและหนาตัว) 

 

เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเมื่อเรารับประทานไขมันทรานส์?

เมื่อเรารับประทานไขมันทรานส์เข้าไป ก็คล้ายกับการรับประทานไขมันทั่วไป คือจะถูกย่อยที่ลำไส้เล็กให้เป็นกรดไขมันต่างๆ ประกอบด้วย กรดไขมันทรานส์ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ 1 ตำแหน่ง (Monounsatuated fatty acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ 2 ตำแหน่งขึ้นไป (Polyunsatuated fatty acid) ซึ่งจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด บางส่วนจะไปยังตับ ในขณะที่บางส่วนเช่นไขมันทรานส์จะถูกเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอล ก่อนจะดูดซึมเข้าสู่เลือดโดยระบบน้ำเหลือง หากว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ต่อร่างกายก็จะถูกเก็บไว้ในรูปไขมันคล้ายๆ กับไขมันชนิดอื่นๆ ที่สะสมในร่างกาย 

แต่ปัญหาคือ เมื่อเรารับประทานไขมันทรานส์มากเกินไป นอกจากจะสะสมเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายแล้วยังเพิ่มไขมันตัวเลว หรือ LDLมากขึ้น และลดไขมันชนิดดี หรือ HDL ลง นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบเรื้อรังอีก โดยการอักเสบนี้จะรบกวนการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการการเผาผลาญ รวมทั้งระบบฮอร์โมนในร่างกาย 

การสะสมของไขมันในร่างกายแบ่งง่ายๆ เป็น 2 กลุ่ม 

กลุ่มแรก คือ ไขมันใต้ผิวหนัง หรือ Subcutaneous Fat  เช่น พวกไขมันใต้วงแขน  ไขมันรอบเอว หรือกลุ่มคนที่อ้วนลงพุงนั่นเอง ไขมันชนิดนี้กำจัดได้ง่ายมากจากการออกกำลังกาย และปรับอาหาร 

กลุ่มที่ 2 คือ ไขมันใต้ชั้นผิวที่สะสมอยู่อวัยวะช่องท้อง หรือ Visceral Fat นั่นเอง 

ไขมันชนิดนี้แม้คนที่ไม่อ้วนลงพุงหากมีการรับประทานไขมันทรานส์ หรือไขมันส่วนเกินมากไปก็จะสะสมไขมันชนิดนี้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของไขมันชนิดเลว หรือ LDL 


มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งศึกษาในชายและหญิงชาวจีนอายุ 20-75 ปี ที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งต้องการหาความสัมพันธ์ของระดับไขมัน LDL กับไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ผลการวิจัยพบว่า ระดับไขมัน LDL สูงขึ้น สัมพันธ์กับไขมันในช่องท้องที่มากขึ้น ในผู้ทดลองที่มีระดับน้ำตาลและความดันโลหิตที่ปกติ [2] ซึ่งจากงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้คนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเบาหวานความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่อ้วนลงพุงก็ยังมีการสะสมของไขมันในร่างกายซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้ 

 

การจัดการผลกระทบของร่างกายจากการบริโภคไขมันทรานส์ มีหลายวิธีที่สามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเอง ได้แก่

1. การปรับความเข้าใจในด้านการรับประทานอาหาร ลดการทานไขมันทรานส์ (ขนมเบเกอรีที่มีส่วนผสมของมาการีนที่ผ่านการไฮโดรไลซ์ เป็นต้น)

2. รับประทานผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูงระดับน้ำตาล หรือ Glycemic index ต่ำ

3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 

4. สุดท้ายคือการทำให้การทำงานของอวัยวะที่สำคัญในการกำจัดและสร้างไขมันดีในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอวัยวะนั้นก็คือ ตับ โดยตับนั้นมีหน้าที่มากมายหลากหลาย การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับทำได้หลากหลายวิธี ปรับความเครียด การเลือกรับประทานอาหาร การดีท็อกซ์กำจัดสารพิษในร่างกาย โลหะหนัก การทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายทุกวัน ไม่ปล่อยให้ท้องผูก รวมทั้งการดีท็อกซ์หรือสวนล้างลำไส้อย่างถูกวิธี เพราะนอกจากจะช่วยกำจัดของเสียจากร่างกายแล้ว ในลำไส้ใหญ่นั้นมีแบคทีเรียชนิดดีและชนิดไม่ดีปะปนในร่างกาย แต่เมื่อมีพฤติกรรมหรือการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ดูแลเท่าไหร่ จะทำให้แบคทีเรียชนิดไม่ดีเติบโตขึ้นมาก การปรับอาหารและสวนล้างลำไส้จะช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ดี

ในขณะที่เรากำลังตระหนักถึงผลร้ายของไขมันทรานส์ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ นั้น การที่ร่างกายรับประทานไขมันและไขมันทรานส์มากเกินไปจนสะสมในร่างกาย เราควรคำนึงถึงการดูแลร่างกายแบบองค์รวม และการกำจัดไขมันที่สะสมในร่างกาย เพราะนอกจากไขมันทรานส์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว โดยเฉพาะการรับประทานอาหารน้ำตาลสูงต่อเนื่อง ความเครียด พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมทั้งสารพิษต่างๆ ก็มีส่วนทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ ดังนั้น การดีท็อกซ์ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นทางเลือกอีกทางในการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน

บทความโดย หมอไอซ์ พญ.ภัทรลดา ฤทธิวงศ์
รองคณบดี สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต
แพทย์ธรรมชาติบำบัดและเวชศาตร์ชะลอวัย ประจำ MW wellness clinic

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook Page : May Ice health You?
[1] ประกาศกระทรวงสาธารณสุข./2561/กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย/13 มิถุนายน 2561/จากเว็บไซต์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/166/5.PDF

[2]Yuqi luo et al./2014./Positive Relationship between Serum Low-Density Lipoprotein Cholesterol Levels and Visceral Fat in a Chinese Nondiabetic Population./pubmed

[3]

https://mgronline.com/goodhealth/detail/9610000090551

 


ข่าวประจำวัน : 14 September 2018
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 50





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω