หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
108208 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 46
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7158
ข่าวประจำวัน : แพทย์ชี้ทารก3ในพันรายเสี่ยง"หูตึง"



เตือนพ่อแม่หัดสังเกตก่อนสายเกินแก้



เมื่อวันที่ 14 มกราคม ศ.พญ.สุจิตรา ประสานสุข แพทย์สาขาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่าเด็กเกิดใหม่จำนวน 3 ใน 1,000 ราย มีความพิการทางการได้ยิน หรือมีอาการหูตึงมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม และโดยเฉพาะการพูด ทำให้มีโอกาสเป็นใบ้สูง

"การพิการทางการได้ยินแต่กำเนิด อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งหากบิดาหรือมารดามีประวัติบุคคลในครอบครัวพิการทางการได้ยินแต่กำเนิด ลูกจะมีโอกาสหูตึงถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ สาเหตุอาจเกิดจากโรคในมารดาระหว่างตั้งครรภ์ อาทิ โรคหัดเยอรมัน โรคครรภ์เป็นพิษ การคลอดผิดปกติหรือล่าช้าจนเด็กขาดออกซิเจน ตัวเหลือง รวมทั้งคลอดก่อนกำหนดและต้องเข้าตู้อบ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้หูชั้นในผิดปกติหรือสมองพิการ ทำให้สูญเสียการได้ยิน" ศ.พญ.สุจิตรากล่าว และว่า ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่แรกเกิด และหากสงสัยว่าหูหนวกหรือหูตึงยังสามารถตรวจยืนยันได้ภายในเวลา 6 เดือนแรก ทำให้การรักษาและฟื้นฟูบำบัดโดยใช้เครื่องช่วยการได้ยินและสอนพูดได้ทันเวลา เพื่อไม่ให้อาการหูตึง หูหนวกลุกลามจนพูดไม่ได้ หรือเป็นใบ้ในที่สุด

ศ.พญ.สุจิตรากล่าวว่า หากพบแพทย์ช้าการฟื้นฟูจะเป็นไปได้ยาก เพราะพัฒนาการทางสมองส่วนการได้ยินจะสูญเสียไปภายใน 2 ขวบ ดังนั้น การฟื้นฟูอาการหูตึงในเด็กแรกเกิด ควรทำตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ เนื่องจากจะสามารถเสริมทักษะต่างๆ ได้ง่าย แต่หากอายุเกิน 6 ขวบ การฟื้นฟูจะยากหรือไม่เกิดผล เพราะสมองที่พัฒนาการพูดหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม หากเด็กไม่ได้ผ่านการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่แรกเกิด ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเริ่มต้นได้ อาทิ เด็กไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียง หรือพูดด้วยไม่หัน ไม่รับรู้ ไม่เลียนเสียงพ่อแม่ ออกเสียงไม่ชัดเจน

ศ.พญ.สุจิตรากล่าวอีกว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลใหญ่ๆ แทบทุกแห่งมีการตรวจคัดกรองการได้ยินตั้งแต่แรกคลอด โดยวัดการรับรู้ตอบสนองของปลายประสาทรับเสียงในหูชั้นใน (Otoacoustic Emmission) ถ้าไม่ผ่านด้วยเหตุใดก็ตาม จะต้องมีการตรวจซ้ำ และยืนยันโดยวัดการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response) การตรวจดังกล่าว เด็กจะไม่มีการเจ็บปวดใดๆ เป็นการฟังเสียงตามปกติ และหากตรวจพบความผิดปกติ จะทำการตรวจหาระดับการได้ยินที่ถูกต้อง ณ ความถี่ต่างๆ (Auditory Steady State Response) เพื่อจัดเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมแต่ละข้างและเป็นรายๆ ไป เพราะเด็กที่หูพิการนั้นมีระดับการสูญเสียตั้งแต่น้อยไปถึงรุนแรง

ทั้งนี้ กรณีเสียการได้ยินรุนแรงจนเครื่องช่วยการได้ยินธรรมดาใช้ไม่ได้ผล อาจต้องทำการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear lmplant) ซึ่งเป็นการผ่าตัดหลังหูและสอดใส่เครื่องกระตุ้นประสาทไปสู่หูชั้นในโดยตรง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะจัดเครื่องช่วยฟังหรือทำการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม สิ่งสำคัญต้องฝึกการฟังและพูดควบคู่กัน และต้องดูแลต่อเนื่องไปจนถึงการให้การศึกษาที่เหมาะสมกับเด็ก

หน้า 10


ข่าวประจำวัน : 15 January 2007
แหล่งที่มา มติชนรายวัน
อ่าน 261





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω