หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
663764 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 100
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7177
ข่าวประจำวัน : มองเศรษฐกิจโลกกับ World Bank

คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา

โดย ภาวิน ศิริประชานุกูล

สวัสดีปีใหม่ปี พ.ศ.2550 ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านใช้ชีวิตในปีใหม่นี้อย่างมีความสุข และมีสติ "อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ ..." พอดีเสียงเพลงฤดูที่แตกต่างของคุณบอย โกสิยพงษ์ ลอยตามลมมาครับ

ผมขอเริ่มต้นปีนี้ด้วยการนำเอารายงาน Global Economic Prospects 2007 ของ World Bank ที่ได้มีการเผยแพร่ออกมาตั้งแต่ราวกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วมาเล่าให้ทุกท่านฟัง โดยหวังว่ารายงานฉบับนี้น่าจะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านคลายความกังวลบางด้าน และตั้งสติเตรียมตัวรับกับสิ่งต่างๆ ในอนาคตต่อไปครับ

รายงานฉบับดังกล่าวประมาณการไว้ว่าปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีปีหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก โดยระบบเศรษฐกิจโลกทั้งหมดเติบโตในระดับร้อยละ 3.9 ซึ่งดีกว่าการเติบโตในปี พ.ศ.2548 ซึ่งอยู่ในระดับร้อยละ 3.1 ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันจากปัญหารอบด้าน ทั้งการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และสภาวการณ์ตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

โดยปี พ.ศ.2549 นี้ถือได้ว่าเป็นปีทองปีหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนาโดยประเทศเหล่านี้เติบโตเฉลี่ยในระดับร้อยละ 7.0 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก และเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตในระดับที่ดีของระบบเศรษฐกิจโลก

เราก็คงจะคาดเดากันได้ว่าการเติบโตระดับสูงของประเทศกำลังพัฒนาและระบบเศรษฐกิจโลกดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการเติบโตที่รวดเร็วของระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ 10.4 และ 8.7 ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยเราก็เป็นที่น่าเสียดายเล็กน้อยที่เราประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งทำให้จากการประมาณการในรายงานฉบับดังกล่าวเราจะเติบโตอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.5 ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านของเรา เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย แต่ผมก็ยังหวังว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจบ้านเราในระยะยาว

สำหรับมุมมองในช่วงสองปีนับจากนี้รายงานฉบับดังกล่าวคาดการณ์ว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยรวมคงจะเติบโตในอัตราที่ลดน้อยลง แต่ก็ยังคงแข็งแกร่งในระดับสูงกว่าร้อยละ 6 เล็กน้อย ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ก็จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 3 ต่อไป

ซึ่งภูมิภาคที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเติบโตในระดับสูงสุดก็ยังคงเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกและประเทศในแถบทะเลแปซิฟิก ซึ่งก็รวมประเทศไทยเราอยู่ด้วยครับ โดยมีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 8 โดยประเทศไทยจะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 4.6 และ 5.0 ตามลำดับ

ในช่วงสองปีนับจากนี้ไป ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ น่าจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ๆ และการปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภคไปสู่สินค้าทดแทน อย่างไรก็ตามราคาของสินค้าเหล่านี้ก็น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์เนื่องจากระบบเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอยู่ในระดับที่ดี

สำหรับมุมมองระยะยาวในช่วง 25 ปีข้างหน้า แบบจำลองของ World Bank ภายใต้สภาวะ สมมติระดับปานกลาง (Central Scenario) ทำนายว่าการเติบโตโดยเฉลี่ยของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วง 25 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากคือบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มประเทศหลักที่ผลักดันการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก

รายได้ประชาชาติของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยจะเคลื่อนที่เข้าใกล้ระดับรายได้ประชาชาติของประเทศพัฒนาแล้วอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งของประเทศกำลังพัฒนาในระบบเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้คนที่อยู่ในสถานะยากจนจะมีจำนวนลดลง และจำนวนชนชั้นกลางในระบบเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการขยายตัวเป็นอย่างดีในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ที่ก่อให้เกิดการเปิดเสรีทางการค้าและการไหลเวียนของเงินลงทุน ซึ่งผมคิดว่าเราก็เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนจากประเทศจีน อินเดีย และเวียดนาม โดยเราสามารถหาตัวอย่างได้ยากเหลือเกินสำหรับประเทศที่เปิดรับการค้าการลงทุนระหว่างประเทศแต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมิได้หมายถึงการไร้ซึ่งปัญหา ระบบเศรษฐกิจโลกก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่สำคัญอย่างน้อยสามประการที่ต้องการการดูแลจากภาคนโยบายในปัจจุบัน อันได้แก่ ปัญหาช่องว่างทางรายได้ที่น่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นต่อภาคแรงงาน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงมาจากสภาวะสิ่งแวดล้อม

โดยการไหลเวียนที่เสรีของเงินทุนและการพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิตจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของแรงงานมีฝีมือและอัตราผลตอบแทนของแรงงานไร้ฝีมือเปิดกว้างมากขึ้น และก็เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่ว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ในระดับต่ำมีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาการขยายตัวของช่องว่างทางรายได้ติดตามมา

โดยในระดับโลกเราคงเห็นประเทศในแถบแอฟริกาถูกทิ้งห่างมากขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอื่นๆ และในระดับประเทศเราคงเห็นช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่เปิดกว้างมากขึ้นจากระดับปัจจุบันไปอีก นโยบายที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหานี้ก็น่าจะเป็นนโยบายพัฒนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ นโยบายการศึกษา การลงทุนในโครงสร้างสาธารณะ และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก ให้กับผู้คนในกลุ่มนี้

สำหรับปัญหาแรงกดดันต่อภาคแรงงาน กระแสการค้าเสรีจะนำมาซึ่งแรงกดดันต่อการแข่งขันจากแรงงานในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานไร้ฝีมือ โดยการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนและอินเดียจะทำให้แรงงานกลุ่มนี้ได้รับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นต่อระดับรายได้และความมั่นคงในการจ้างงาน

นโยบายที่จำเป็นสำหรับปัญหาทางด้านนี้ไม่ใช่นโยบายที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่เป็นนโยบายที่มุ่งพัฒนาฝีมือแรงงาน การเร่งเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลและการขยายโอกาสใหม่ๆ ให้กับแรงงาน การย้ายแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นที่ต้องการมากกว่า และการสร้างสิ่งแวดล้อมในตลาดแรงงานที่ทำให้การเปลี่ยนถ่ายแรงงานระหว่างภาคอุตสาหกรรมเป็นไปได้อย่างสะดวกคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

และปัญหาสุดท้ายที่ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจมากนั่นคือ ผลกระทบจากการพัฒนาต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยรายงานฉบับดังกล่าวของ World Bank ได้ยกปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งน่าจะเป็นความเสี่ยงต่อระดับสวัสดิการของผู้คนบนโลกมาสามประการด้วยกัน อันได้แก่ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาโรคระบาด และปัญหาการประมงที่ไม่สนใจขีดจำกัดของธรรมชาติ

ปัญหาโลกร้อนถือเป็นปัญหาที่คุกคามต่อระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลกอย่างฉับพลัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆ มิอาจปรับตัวได้ทัน และส่งผลกระทบที่น่ากลัวต่อภาคเกษตร ประมงและปศุสัตว์ ที่เป็นแหล่งอาหารทั้งหมดของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมิอาจประเมินค่าได้ต่อระดับสวัสดิการในรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา

จากการทำนายในรายงานฉบับดังกล่าว การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases) โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอน จะเพิ่มขึ้นสองเท่าในอีก 50 ปีข้างหน้าโดยเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวสร้างความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลันเป็นอย่างยิ่ง

ผมขอเสริมตรงนี้ว่านโยบายการหาพลังงานทดแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวคงยังไม่เพียงพอครับ เนื่องจากพลังงานทดแทนชีวมวลที่เรากำลังสนใจกันอยู่นั้นยังคงเป็นพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสู่โลกของเรา พลังงานทดแทนที่เราต้องการในการแก้ปัญหานี้เป็นพลังงานที่ปล่อยของเสียในลักษณะอื่น อันได้แก่ พลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ และเราต้องเริ่มการลดใช้พลังงานกันอย่างจริงจังครับ

ในมุมมองต่อปัญหาการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนนั้น มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือคาดการณ์ว่าการขยายตัวของการทำประมงในระดับปัจจุบันจะส่งผลให้สัตว์น้ำหลายชนิดจะอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ในอีกราว 40 ปีข้างหน้า ซึ่งก็น่ากลัวต่อระดับสวัสดิการของผู้คนที่อาศัยอาหารทะเลเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญแหล่งหนึ่ง

และสุดท้ายซึ่งได้แก่ปัญหาโรคระบาด ก็ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาคมโลกต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไข โดยกระแสโลกาภิวัตน์ได้นำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของสินค้าและผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น และนำมาซึ่งปัญหาโรคระบาดที่มีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งโรคเอดส์ โรคซาร์ส และไข้หวัดนกที่เรากำลังเผชิญกันอยู่

ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งสามปัญหานี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของประชาคมโลกเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้โดยลำพัง รายงานของ World Bank เรียกร้องให้มีการจัดตั้งสถาบันระดับโลกที่มีความเข้มแข็งในการจัดการรับมือกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ความคาดหวังต่างๆ มิอาจเป็นจริงได้ตราบใดที่ยังขาดการลงมือทำ ผมก็หวังว่าตัวผมและผู้อ่านทุกท่านจะร่วมเป็นพลังหนึ่งในการลดความเสี่ยง และสร้างภาพเศรษฐกิจโลกให้ยังคงออกมาดีอย่างที่รายงานฉบับนี้ได้ทำนายเอาไว้ครับ

หน้า 49


ข่าวประจำวัน : 16 January 2007
แหล่งที่มา ประชาชาติธุรกิจ
อ่าน 248





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω