หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
986086 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 55
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7200
ข่าวประจำวัน : แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 16ม.ค.50

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2550 16:21 น.
วันนี้( 16 ม.ค.) น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี มีสาระสำคัญดังนี้
       
       ครม.รับทราบคมช.ประสานสำนักพุทธฯจัดงานทำบุญประเทศ
       น.พ.ยงยุทธ แถลงว่าครม.เห็นชอบ ให้โครงการและกิจกรรมที่ผ่านการพิจารณา เป็นโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติแล้ว สามารถนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ในโครงการและกิจกรรมได้เลย โดยให้แจ้งสำนักราชเลขาธิการทราบเพื่อรวบรวม บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ยกเว้นโครงการและกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดรายได้ จะต้องได้รับการพิจารณาจากสำนักราชเลขาธิการก่อน
       
       นอกจากนั้นยังให้ประดับธงชาติไทยคู่กับธงผืนผ้าสีเหลือง ที่มีตราสัญลักษณ์บนผืนผ้า และประดับตราสัญลักษณ์ตามอาคารบ้านเรือน และตามสถานที่ของหน่วยราชการ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการ ทั้งนี้ ให้ประดับในช่วงเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 - 31 ธันวาคม 2550
       
       ส่วนภาพของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการเผยแพร่ต่อไป ซึ่งท่านได้โปรดเกล้าฯ ตราสัญลักษณ์จากทั้งหมด 12 แบบด้วยกัน โดยทรงโปรดเกล้าฯ มาในแบบที่ 12 และได้พระราชทานเพิ่มเติมในบางส่วน เช่น เดิมไม่มีดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน ที่ฐาน พระองค์ท่านก็ได้พระราชทานมาให้ และได้พระราชทานลวดลายเพิ่มเติมมาด้วย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น
       
       ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการทำบุญประเทศ ซึ่งคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานว่า ประธาน คมช.ได้มอบหมายให้เลขานุการกองทัพบกเป็นผู้ประสานกับทางสำนักพระพุทธศาสนา ซึ่งในการจัดพิธีดังกล่าวคงจะมีขึ้นในทุกศาสนา เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะมีการประสานงานในเรื่องนี้กันต่อไป
       
       ครม.เห็นชอบโครงการตามรอยเกียรติยศครูผู้มีอุดมการณ์
       น.พ.ยงยุทธ แถลงว่า เรื่องของโครงการตามรอยเกียรติยศครูผู้มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณครู ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอขึ้นมา โดยที่ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคต่างๆ มีครูจำนวนมากมายที่มีศรัทธาในวิชาชีพ มีความอดทน และมีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ ที่สำคัญคือมีความรัก ความเมตตา และปรารถนาดีต่อลูกศิษย์ ดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม แบ่งครึ่งชีวิตให้กับตนเองและสังคม เป็นต้นแบบที่ดีของสังคม รวมทั้งสร้างค่านิยมให้กับสังคม อันเป็นที่เรียกขานในสังคมว่า การเป็นครูด้วยจิตวิญญาณครู
       
       สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีอยู่ทั้งหมดในตัวครูจูหลิง ปงกันมูล ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 จากการถูกทำร้ายจากผู้ก่อการร้าย ขณะดำรงตำแหน่งครู โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริม เสริมสร้างให้ครูมีเจตคติต่อวิชาชีพ มีคุณธรรม วินัย และจรรยาบรรณ มีจิตวิญญาณครู ตามที่ภาคราชการกำหนด และภาคสังคมคาดหวัง และสืบทอดวีรกรรมของครูจูหลิง ปงกันมูล จึงกำหนดให้มีโครงการตามรอยเกียรติยศครูผู้มีอุดมการณ์ และจิตวิญญาณครู ขึ้นมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องให้ครูมีความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ทั้งปฏิบัติตน และปฏิบัติงาน เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ และเป็นการผลักดันให้ครูมีกระบวนทัศน์ใหม่ ใฝ่รู้ และรู้คิดได้อย่างรวดเร็ว
       
       สำหรับเป้าหมาย เป็นการคัดเลือกครู 4 ภูมิภาค ทุกปี เพื่อรับรางวัลตามรอยเกียรติยศครูผู้มีอุดมการณ์ และจิตวิญญาณครู ภาคละ 1 รางวัล ประกอบด้วยเกียรติคุณบัตร เสมาทองคำ 1 ชุด และเงินสด 300,000 บาท ในวันครบรอบเสียชีวิตครูจูหลิง 8 มกราคม 2550 โดยในวันนี้ได้มอบให้ครูจูหลิง ปงกันมูล เป็นรายแรก
       
       สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น คือ เป็นครูผู้สอน ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ชุมชนและสังคมมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม มีปัญหาหรือภัยทางสังคม ความมั่นคงของประเทศ มีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงาน มีความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ มีไอคิว อีคิว ยึดหลักธรรม เคารพตนเองและผู้อื่น เชื่อมโยงมิติ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แบ่งครึ่งชีวิตให้กับตนเองและสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ มีสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะ และมาตรฐานวิชาชีพครู เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ยอมรับของโรงเรียน ชุมชน สังคม อย่างกว้างขวาง
       
       ในวันนี้ได้มีผู้แทนครูทั้งหมด 10 ท่าน เข้าร่วมประชุม ครม.ด้วย ซึ่งที่ประชุม ครม. ตัวแทนครูได้นำเสนอแนวคิดต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาครูหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งหลายเรื่องนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ไปดำเนินการพิจารณา บางเรื่องรัฐบาลกำลังติดตามอยู่แล้ว เช่น เรื่องของการเพิ่มงบประมาณพัฒนาครูให้ครบทุกกลุ่มสาระ เรื่องการขอให้ทางการสานต่อโครงการคุรุทายาท เรื่องการขออัตราเกษียณคืนให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์
       
       ทั้งหมดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง ไปพิจารณา ขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบช่วยเหลือครอบครัวครูที่เสียชีวิต เพื่อดูแลคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ บุตรที่ยังต้องศึกษา และพ่อแม่ของคุณครู ซึ่งคุรุสภาได้อนุมัติงบไว้แล้ว 2 ล้านบาท เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเพื่อสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม นอกจากนั้นตัวแทนครูยังขอให้เยาวชนมีความเสมอภาคในการเข้าถึงความรู้ ซึ่งในต่างจังหวัดยังขาดอยู่ โดยเสนอว่า อาจจะสนับสนุนในลักษณะ 1 ศูนย์การเรียนรู้ทุกจังหวัด เป็นต้น ซึ่งคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ขณะนี้รัฐบาลมีการขยายศูนย์ที่ให้การเรียนรู้ คือ ทีเค พาร์ค โดยขยายสู่ทุกภูมิภาค และช่วงนี้จะเริ่มขยายสู่จังหวัดใหญ่ๆ ก่อน คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต เพื่อเป็นต้นแบบ
       
       ครม.เห็นชอบปรับเงินเดือนครูเอกชน
       นางเนตรปรียา แถลงว่า เรื่องการปรับเพิ่มเงินเดือนให้ครูโรงเรียนเอกชน วันนี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับเพิ่มอัตราการอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับก่อนประถมศึกษา และประถมศึกษา เพิ่มคนละ 175 บาทต่อปี สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ คนละ 220 บาทต่อปี ทั้งนี้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป ครูโรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินอุดหนุนย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2548
       
       รายละเอียดการใช้งบประมาณ ในปีงบประมาณ 2549 จะใช้งบกลาง จำนวน 368,182,575 บาท ในปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไป จะของบประมาณเพิ่มเติมจากงบปกติ ปีละประมาณ 375,983,200 บาท ทั้งนี้เนื่องจาก นับตั้งแต่รัฐบาลปรับเพิ่มเงินเดือนราชการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ทำให้ครูเอกชนควรได้รับการปรับเงินเดือนด้วย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชน โรงเรียนเอกชนไม่อยากเพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง ที่ประชุมเห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วยผู้แทนของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการอุดหนุนโรงเรียนเอกชน และเสนอหลักเกณฑ์ แนวทาง ที่รัฐบาลจะให้การอุดหนุนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อไปในอนาคต
       
       ครม.รับทราบผลเจรจาม็อบเกษตรกร
       น.พ.ยงยุทธ แถลงว่า การเจรจากับแกนนำเกษตรกร โดย รศ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่ามีการพูดคุยกันเมื่อคืนวันที่ 15 มกราคม ได้ผลสรุปว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวในวันนี้ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติ 3 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานภายใต้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีของเกษตรกร ให้ดำเนินการดังนี้ ในคดีที่ยังมิได้มีการดำเนินการฟ้องร้องให้ชะลอการฟ้องร้องไว้ก่อน ในคดีที่มีการฟ้องร้องและคดีถึงที่สุดแล้วให้ชะลอการบังคับคดีไว้ก่อน ในคดีที่มีการบังคับคดีไว้แล้วและจะต้องมีการขายทอดตลาดในทรัพย์สินของเกษตรกร ให้ชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน
       
       การดำเนินการดังกล่าวให้พิจารณาถึงอายุความในการฟ้องร้อง การดำเนินคดี และการบังคับคดีประกอบด้วย 2. ให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก. ดำเนินการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน และนิติบุคคลอื่นที่เป็นเจ้าหนี้ของเกษตรกร เพื่อให้มีการปฏิบัติตามความตกลง หรือ MOU ให้เกิดผลปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนของเกษตรกรเป็นสำคัญ และข้อที่ 3 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน รับไปดำเนินการ ปรับปรุงกลไกของการทำงาน เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป
       
       เรื่องของมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ คือว่า ทางสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย พื้นที่ทำกิน และผลผลิตเสียหาย ขาดรายได้ที่จะส่งชำระหนี้ได้ใน 42 จังหวัด ตามข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานมีจำนวน 66,945 ราย อยู่ใน 546 สหกรณ์ หรือกลุ่ม มีต้นเงินเป็นหนี้กับสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร ณ วันก่อนเกิดอุทกภัย 4,505.192 ล้านบาท
       
       มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เป็นมาตรการเดียวกับมาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้วเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2549 และเป็นแนวทางเดียวกับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ ครม.เห็นชอบแล้ว
       
       ถ้าหากสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตกรที่ขยายเวลาการชำระหนี้ให้กับสมาชิก โดยงดคิดดอกเบี้ย ตลอดระยะเวลาที่ขยายเวลาให้กับสมาชิก ไม่ได้รับชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล จะทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจบริการสมาชิก และไม่สามารถชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ได้ เพราะเงินทุนส่วนใหญ่มาจากการกู้เงินจากภายนอก หรือเงินรับฝากจากสมาชิกที่มีภาระต้องจ่ายคืน
       
       ข้อมูลด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยตามเอกสารที่ส่งมาด้วย ของ จ.ลำปาง แพร่ และสุโขทัย เป็นสมาชิกที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับสมาชิกที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วตามมติของ ครม.เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ฉะนั้นประเด็นที่นำเสนอเพื่อพิจารณาก็คือ
       
       1. มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร กรณีสมาชิกเสียชีวิต ให้จำหน่ายหนี้ออกจากบัญชีของสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร เป็น 0 รัฐบาลรับภาระชำระหนี้ให้แทน
       
       2. กรณีสมาชิกรายที่ประสบภัยอย่างร้ายแรง จนทำให้พื้นที่ทำกินและผลผลิตเสียหาย ขาดรายได้ที่จะนำส่งชำระหนี้ได้ สำหรับหนี้เงินกู้เดิมที่มีอยู่ก่อนประสบภัย ให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้เป็นเวลา 3 ปี งดคิดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 2549 - 2551 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร
       
       ในส่วนของงบประมาณเพื่อการพิจารณา คือ
       
       1. ขออนุมัติเงินงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2550 จ่ายชดเชยดอกเบี้ยปีแรกให้กับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร
       
       2. ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอตั้งงบประมาณปี 2551 - 52 เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยให้กับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร ปีที่ 2 และปีที่ 3
       
       อนึ่ง สำหรับเงินกู้ใหม่ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ นำไปให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนให้สมาชิกกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นทุนในการฟื้นฟูอาชีพ
       
       กฤษฎีกาเสนอร่างประกาศเลิกใช้กฎ
       น.พ.ยงยุทธ แถลงว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เสนอร่างประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ที่ได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งวันนี้ ครม.ได้รับทราบ
       
       ข้อเท็จจริงก็คือ ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตรวจพิจารณาร่างประกาศแล้ว มีการแก้ไขอารัมภบท โดยตัดการอ้างถึงประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พ.ย. 2541 และประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 3 พ.ย. 2548 ออก ให้อ้างถึงเฉพาะประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลงวันที่ 19 ก.ย. 2549 เนื่องจากประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พ.ย. 2541 และประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 3 พ.ย. 2548 ที่ได้อ้างถึงในร่างประกาศของกระทรวงกลาโหม ได้ถูกยกเลิกแล้วโดยปริยาย โดยผลของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จึงมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกกฎอัยการศึกฉบับเดิม ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อน อันเป็นกรณีทำนองเดียวกันกับประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 ก.พ. 2534 จึงกำหนดให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรนั้น ก็ไม่ได้มีการอ้างถึงคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่ในบางเขตพื้นที่ ในขณะที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวแต่อย่างใด
       
       ทางด้านกระทรวงกลาโหมได้พิจารณาร่างประกาศที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว มีข้อสังเกตว่า ร่างประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตัดการอ้างถึงประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พ.ย.2541 และประกาศกองทัพภาคที่ 4 ดังกล่าว เรื่องการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 3 พ.ย.2548 ออก โดยอ้างเฉพาะประกาศของ คปค. ลงวันที่ 19 ก.ย. 49 เนื่องจากเห็นว่าประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลง 13 พ.ย.2541 และประกาศกองทัพภาคที่ 4 ดังกล่าว ที่ได้อ้างในประกาศของกระทรวงกลาโหม ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยปริยาย โดยผลของการประกาศ คปค. ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งกำหนดว่าการที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใด จะต้องมีการประกาศพระบรมราชโองการ ดังนั้น การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ดังกล่าว จึงไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกฉบับที่ได้ประกาศใช้ก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่อย่างใด
       
       กระทรวงกลาโหมมีข้อสังเกตข้อที่ 2 คือ เขตพื้นที่ในร่างประกาศข้อ 2 คือ จ.ราชบุรี นั้นคลาดเคลื่อน ที่ถูกต้องคือ จ.ราชบุรี เฉพาะ อ.สวนผึ้ง และ กิ่ง อ.บ้านคา ทางสำนักเลขาธิการ ครม.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พ.ย.41 และประกาศกองทัพภาคที่ 4 วันที่ 3 พ.ย.48 ถูกยกเลิกโดยปริยาย โดยผลของ คปค. อารัมภบทที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไข ซึ่งถูกต้องตามรูปแบบของการร่างกฎหมายแล้ว แต่โดยที่ คำว่า อ.บ้านคา ตามประกาศในข้อ 2 ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ยังคงมีฐานะเป็น กิ่งอำเภอ ไม่ได้ยกฐานะเป็นอำเภอ จึงเห็นควรให้ความเห็นชอบร่างประกาศตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยให้แก้ไขคำว่า อ.บ้านคา เป็น กิ่ง อ.บ้านคา และดำเนินการต่อไปได้ ฉะนั้นตอนนี้ก็คือ ในส่วนของการยกเลิกกฎอัยการศึก ทางต้นสังกัดจะดำเนินการเสนอเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ ลงมาต่อไป
       
       ครม.เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนการสนับสนุนโครงการก่อสร้างศูนย์สุขภาพการแพทย์แผนไทยฯ
       นางเนตรปรียา แถลงว่า ครม.เห็นชอบ ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนการสนับสนุนโครงการก่อสร้างศูนย์สุขภาพการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ที่ จ.ภูเก็ต เป็นโครงการที่จีนและไทยทำร่วมกัน นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของรัฐบาลไทย และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนในนามของรัฐบาลไทย สำหรับโครงการนี้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ของกระทรวงสาธารณสุข จึงทำเป็นโครงการความร่วมมือไทย-จีน เพื่อพัฒนาศูนย์สุขภาพการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ขึ้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งรัฐบาลจีนยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องวิชาการต่างๆ เพราะฉะนั้นความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือที่ช่วยฟื้นฟูสภาพภายหลังเกิดสึนามิ โดยรัฐบาลจีนจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างศูนย์สุขภาพ ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ใช่ประเทศผู้ให้ ประเทศผู้รับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจีนจะให้ความร่วมมือในลักษณะวิชาการ ซึ่งไม่ใช่ตัวเงิน แต่รัฐบาลจีนจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามา แล้วดำเนินการก่อสร้างศูนย์ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต โดยรัฐบาลไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องการจัดหา ปรับสถานที่ และงบประมาณสมทบ
       
       ครม.เห็นชอบตั้งศูนย์บริการอนุญาตถ่ายหนังหรั่งในไทย
       นางเนตรปรียา แถลงว่า ครม.อนุมัติตามมติของคณะกลั่นกรอง คณะที่ 2 เรื่องการจัดตั้งศูนย์บริการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยแบบเบ็ดเสร็จ หรือ ศอภ. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับคณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย สมัยก่อน บริษัทใดต้องการถ่ายทำภาพยนตร์จะประสบปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาต จึงมีการพูดคุยถึงการตั้ง ศอภ. ต่อไปนี้ผู้ที่จะมาถ่ายภาพยนตร์ในไทยสามารถติดต่อศูนย์นี้ได้ โดยศูนย์นี้จะให้บริการเรื่องรับคำขอ และพิจารณาการอนุญาตตามกฎหมาย หรือกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
       
       นอกจากนี้ ศูนย์แห่งนี้ยังมีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้กับบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยศูนย์นี้ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็ได้มีการกำหนดไว้ว่า เมื่อศูนย์นี้ได้รับคำขอ เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจพิจารณาคำขอ พร้อมเอกสารประกอบ ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่า และจะต้องมีการนำเสนอผู้มีอำนาจลงนามอนุญาตตามคำขอให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่เอกสารนั้นอาจจะไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ก็จะต้องแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอนั้นทราบพร้อมเหตุผล ภายใน 1 ชม.
       
       เมื่อการประชุมกลั่นกรองครั้งที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยและคณะกลั่นกรองได้ให้รับข้อเสนอของหน่วยงาน ก.พ.ร.ไปร่วมพิจารณาด้วย นั่นก็คือ หน่วยงาน ก.พ.ร.เสนอขึ้นมาว่าการตั้งหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จลักษณะนี้ น่าจะตั้งเป็นหน่วยงานภายใน อยู่ภายใต้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะเดียวกันกับศูนย์บริการส่งออกเบ็ดเสร็จของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็จะมีหลายๆ หน่วยงานมาตั้ง ณ จุดเดียวกัน เพราะฉะนั้น ครม.ก็ได้เห็นชอบตามมติ
       
       ครม.เห็นชอบร่างพรบ.จราจรทางบก เพิ่มโทษเมาแล้วขับ!
       น.พ.ยงยุทธ แถลงว่า ครม.ให้ความเห็นชอบ ฉบับแรกเป็นการให้ความเห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสาร จะต้องสวมหมวกที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตราย ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เป็นการกำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่ และห้ามผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขับรถจักรยานยนต์ ในขณะที่คนโดยสารรถจักรยานยนต์มิได้สวมหมวกนิรภัย ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่คนโดยสารรถจักรยานยนต์
       
       ทั้งนี้ ห้ามมิให้นำบทบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช หรือผู้นับถือศาสนาอื่นที่ใช้ผ้าหรือสิ่งอื่นใดโพกศีรษะ ตามประเพณีนิยม หรือบุคคลอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง อีกทั้งก็มีการเพิ่มบทกำหนดโทษกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว (มาตรา 122) สำหรับโทษ คือ ในส่วนของคนขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไป จะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท แต่ถ้าผู้โดยสารที่ไม่ปฏิบัติตามนี้ จะถูกปรับไม่เกิน 500 บาทเช่นกัน แต่ในกรณีที่คนขับขี่และมีผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย คนขับขี่จะโดนโทษเป็นสองเท่า คือถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท
       
       ร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการบรรทุกของรถทุกประเภท ที่ผ่านมาการใช้รถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ ก็จะมีมาตรการควบคุมเฉพาะรถโรงเรียน รถบรรทุก และรถบรรทุกคนโดยสารเท่านั้น ไม่มีมาตรการควบคุมถึงการบรรทุกของรถประเภทอื่นๆ ด้วย ดังนั้น เพื่อจะให้การควบคุมดูแลเรื่องนี้ครอบคลุมไปถึงการใช้รถทุกประเภทในส่วนของพิกัดน้ำหนัก ความกว้าง และความยาว ของสิ่งที่บรรทุก เพื่อให้เกิดความปลอดภัย จึงเห็นควรปรับปรุง พ.ร.บ.จราจรทางบก เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมในเรื่องดังกล่าว โดยในส่วนของรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับกฎกระทรวงที่จะออกมา
       
       ร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก เพิ่มโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา เสพยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังถือว่าไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับบทกำหนดโทษของผู้ขับขี่ในขณะเมาสุรา จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับบทกำหนดโทษของผู้ขับขี่ในขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเสียใหม่ กำหนดให้ความผิดของผู้ขับขี่ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เป็นความผิดที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือน หรือมีอำนาจเปรียบเทียบ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ในกรณีที่ถูกพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น
       
       รายละเอียดร่างพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ กับวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในมาตรา 157/1 ผู้ใดขับขี่ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการ ที่ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ ตามมาตรา 43 ทวิ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการที่ให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ ตามมาตรา 43 ตรี ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 43 ทวี วรรค 1 ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท อีก 1 ใน 3 และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นไม่น้อยกว่า 2 เดือน ถ้ากระทำความผิดตามวรรค 2 เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้น มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน ถ้าการกระทำความผิดตามวรรค 2 เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ถ้ากระทำความผิดตามวรรค 2 เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท ให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งแบ่งความผิดออกเป็น 4 ฐาน และมีมาตรา 160 ตรี จะใช้บังคับในส่วนการเมาสุรา และเมาอย่างอื่น

ข่าวประจำวัน : 17 January 2007
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 766





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω