หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
108108 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 79
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7311
ข่าวประจำวัน : "ใบอนุญาตตาย" หนทางพ้นทุกข์จริงหรือ

โดย ผู้จัดการรายวัน 23 มกราคม 2550 21:55 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




"เกิด แก่ เจ็บ ตาย" นี่คือกฎของธรรมชาติที่จริงแท้แน่นอนซึ่งไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายที่ไม่ช้าก็เร็วทุกคนต้องเดินทางไปถึง แต่ท่ามกลางความเจริญของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีมากขึ้นเป็นลำดับ แม้จะไม่ทำให้คนพ้นจากความตาย แต่ก็ส่งผลทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันสามารถ "ยืดระยะ" ความตายออกไปได้
       

       ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ บางครั้งการยืดความตายออกไปก็ไม่ได้ทำให้คนคน นั้นกลับมาใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์โดยทั่วไปได้ และดำรงตนอยู่ในสภาพ "มนุษย์ผัก" ที่ต้องนอนนิ่งอยู่กับที่อาศัยอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายจากสายยาง และวันใดที่ถอดเครื่องช่วยหายใจออก ชีวิตก็จะดับวูบไปในทันที ซ้ำร้าย การยืดความตายออกไปยังส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นภาระต่อญาติพี่น้อง ขณะที่ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องทนทุกข์ทรมานแต่ไม่สามารถบอกได้
       
       ด้วยเหตุดังกล่าวใน "ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ...." จึงได้กำหนดให้มีมาตรา 10 ขึ้นโดยให้สิทธิผู้ป่วยสามารถ "ปฏิเสธ"
การรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิตเอาไว้ด้วยการทำหนังสือแสดงเจตจำนงล่วงหน้า
       

       โดยหลักการ นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วยและยอมรับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ สิทธิในการตายในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดเอาไว้เพียงมาตราเดียว พร้อมทั้งให้ไปเขียนระเบียบปฏิบัติต่างๆ เอาไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงช่องโหว่ว่าจะนำไปสู่การทำ "การุณยฆาต" ได้
       
       ไขปริศนาเบื้องหลังมาตรา 10
       
       
บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
       
       การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
       
       เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

       

       ทั้งหมดนั้นคือข้อความที่เขียนเอาไว้ในมาตรา 10 ของร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติที่ขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่ 3 ไปเรียบร้อยแล้ว หรือหมายความว่าทันทีที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาคนไทยทุกคนก็จะมีสิทธิในการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวทันที
       
       แน่นอนว่า เรื่องนี้เป็น "เรื่องใหญ่" และเป็น "เรื่องใหม่" สำหรับสังคมไทย แต่เชื่อว่า หลายคนคงจะยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของกฎหมายดังกล่าว
       
       คำถามที่เกิดขึ้นเป็นเบื้องแรกก็คือ ทำไมต้องมีมาตรานี้ ทำไมต้องให้สิทธิในการปฏิเสธการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต
       
       นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
อธิบายถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 10 ที่กำลังจะกลายเป็นมาตรา 12 ว่า เป็นกฎหมายที่ทำขึ้นเพื่อให้สิทธิกับบุคคลที่จะเลือกวิธีการรักษาพยาบาลหรือปฏิเสธการรักษาในภาวะที่ผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตหรืออยู่ในลักษณะฟื้นไม่ได้ตายไม่ลง คือการรักษาของแพทย์เป็นไปเพื่อยืดการตายของผู้ป่วยออกไปเท่านั้น โดยผู้ป่วยไม่มีหวังที่จะกลับมาชีวิตที่เป็นปกติสุขหรือช่วยเหลือตนเองได้อีกต่อไป และในบางกรณีอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมาน เช่น การเจาะคอ ใส่ท่อหายใจ การใช้เครื่องมือและยาช่วยกระตุ้นหายใจ ฯลฯ
       

       ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ กรณีของบิ๊ก-ดีทูบี
       
       ดังนั้น กฎหมายนี้จึงให้สิทธิที่จะตายอย่างสงบและไม่เป็นภาระต่อผู้เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคนว่า จะเลือกใช้สิทธินี้หรือไม่ และ สิทธินี้เป็นสิทธิเฉพาะบุคคล โดยเจ้าของชีวิตต้องเป็นผู้แสดงเจตนาใช้สิทธิล่วงหน้าด้วยตนเอง กฎหมายไม่อนุญาตให้ญาติพี่น้องหรือคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการหรือใครก็ตามเป็นผู้เลือกใช้สิทธินี้แทน กล่าวคือถ้าต้องการใช้สิทธิ ผู้ป่วยต้องทำเป็นหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ตรวจพิสูจน์ได้ และต้องทำให้ขณะที่บรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ โดยสิทธินี้จะมีผลก็ต่อเมื่อบุคคลอยู่ในภาวะที่เป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
       
       หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ผู้เลือกใช้สิทธินี้ต้องทำหนังสือเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อบอกให้ผู้อื่นรู้ว่า ถ้าตนอยู่ในสภาพอย่างไรแล้วตนไม่ต้องการการรักษา หรือเมื่อหมดสติแล้ว ชีวิตจะสิ้นแล้ว ผู้ให้บริการคือหมอจะได้หยุดการรักษาเพียงเท่านั้น
       
       ที่สำคัญคือ สิทธิดังกล่าวเป็นการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขด้วย เพราะหากผู้ป่วยมีหนังสือแสดงเจตนาที่จะไม่รับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต หากบุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติตามเจตนาของผู้ป่วยแล้ว จะไม่มีความผิดใดๆ
       
       "ผมอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกับกรณีการมรณภาพของท่านพุทธทาสภิกขุที่ท่านแสดงเจตจำนงต่อสาธารณะว่า ขอมรณภาพที่สวนโมกข์อย่างสงบและเป็นธรรมชาติ นั่นคือการแสดงเจตนารมณ์ของท่าน แต่ในที่สุดท่านต้องสิ้นชีวิตอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาล"นพ.อำพนขยายความ
       
       อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า ไม่ใช่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีความคิดเยี่ยงนี้ หากขณะนี้มีหลายประเทศนำมาเขียนเป็นกฎหมายคุ้มครองแล้ว เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ เดนมาร์กและรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
       
       ขณะที่ ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะนี้ การแพทย์แผนปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก มากจนสามารถทำให้ผู้ป่วยบางคนที่ตายไปแล้ว(หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นแล้ว) กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ และสามารถที่จะเลี้ยงดูผู้ป่วยให้พะงาบๆ ไว้ไม่ให้ตายไป แต่ก็ยังไม่มีความสามารถพอที่จะรักษาผู้ป่วยที่ตนเลี้ยงให้พะงาบๆ ไว้ ให้หายหรือฟื้นจากโรคพอที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขตามควรแก่อัตภาพได้
       
       
นอกจากนี้ แพทย์บางคนอาจจะเลี้ยงผู้ป่วยให้พะงาบๆ ไว้เพื่อหวังค่าดูแลรักษา
       
       แพทย์บางคนอาจจะเลี้ยงผู้ป่วยไว้เพื่อไม่ให้ตนเสียชื่อ แพทย์บางคนอาจจะเลี้ยงผู้ป่วยไว้ เพื่อการทดลองรักษาแบบพิสดาร และแพทย์บางคนอาจจะเลี้ยงผู้ป่วยไว้ เพราะแพทย์นั้นไม่อยากจะตัดสินใจหรือไม่กล้าตัดสินใจที่จะปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปโดยสงบหรืออื่นๆ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องทนทุกข์ทรมานจากการดูแลรักษาที่คงสภาพ "จะตายก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น" ไปเรื่อยๆ

       
       นั่นคือที่มาและที่ไปของมาตรา 10 ซึ่งมีแพทย์ นักวิชาการและเครือข่ายสุขภาพมากมายให้การสนับสนุน
       
       ช่วยให้พ้นทุกข์หรือให้สิทธิการุณยฆาต
       
       แม้เสียงส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ก็ต้องบอกว่า มีผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยจำนวนมากเช่นกัน โดยประเด็นใหญ่ที่มีความวิตกกังวลมี 2 ข้อคือ
       
       หนึ่ง-ทำไมกฎหมายที่มีความสำคัญขนาดนี้ถึงได้เพียงแค่กำหนดเอาไว้เพียงแค่มาตราเดียวในพระราชบัญญัติ แถมแนวทางการปฏิบัติยังให้ไปเขียนเอาไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะออกมาในแนวทางใด
       
       สอง-การกำหนดไว้เพียงมาตราเดียว อาจมีความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาเพราะมีช่องโหว่และช่องว่างที่จะทำให้เกิดการการุณยฆาต หรือหนักข้ออาจเป็นการให้สิทธิการฆ่ากับแพทย์หรือไม่
       
       พระมโน เมตตานันโท ที่ปรึกษาชมรมชีวันตารักษ์
ที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า โดยหลักการกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีมาก แต่เรื่องสิทธิในการตายที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 มีช่องโหว่ค่อนข้างมากเพราะเป็นมาตราที่กำหนดไว้กว้างทำให้เกิดการตีความได้ เช่น คำว่าการไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขนั้นครอบคลุมแค่ไหน จะหมายถึงแค่การใส่ท่ออาหาร เครื่องช่วยหายใจ หรือรวมทั้งเตียงนอนหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่
       

       ที่สำคัญคือ ไม่ควรที่จะกำหนดเอาไว้เพียงมาตราเดียวในกฎหมาย เนื่องจากในต่างประเทศที่มีกฎหมายในลักษณะนี้ออกมาบังคับใช้จะออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะต่างหากอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้น ไทยก็ควรตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน
       
       นอกจากนั้น เรื่องนี้ยังเป็นการสุ่มเสี่ยงเพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เช่น หัวใจ ไต ฯลฯ เนื่องจากแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ ไร้จริยธรรมบางรายอาจใช้เป็นช่องว่างในการโน้มน้าวญาติของผู้ป่วยที่มีแนวโน้มกับต้องเสียชีวิต ณ ขณะนั้นให้อนุญาตถอดเครื่องช่วยหายใจเพื่อจะนำอวัยวะที่ยังมีสภาพดีไปปลูกถ่ายให้กับบุคคลอื่นก็ได้
       
       "อาตมาเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องมีความรอบคอบและมีความเห็นว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกำหนดเอาไว้เพียงแค่มาตราเดียว แต่ถึงเวลานี้การจะมาแก้ไขอะไรคงเป็นไปได้ยากเพราะกฎหมายกำลังจะมีผลบังคับใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม ก็คงยังไม่หมดหวังเสียทีเดียวเพราะมาตรานี้จะมีผลก็ต่อเมื่อมีการร่างกฎกระทรวงแล้วเสร็จ ดังนั้น เราคงต้องช่วยกันดูรายละเอียดที่จะกำหนดไม่ให้มีช่องโหว่ หรือถ้าเป็นได้ก็ต้องควรที่จะหาทางให้เป็นพระราชบัญญัติให้ได้ "เมตตานันโทภิกขุสรุปย้ำอีกครั้ง
       
       ขณะที่สมเกียรติ อ่อนวิมล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรานี้เป็นมาตราสำคัญมากของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ สังคมไทยควรมีโอกาสศึกษาและถกเถียงปัญหานี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อทั้งผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เพราะเป็นกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ป่วยอนุญาตให้แพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยตายเองได้ตามธรรมชาติโดยไม่ผิดกฎหมาย อาจถือได้ว่าเป็น "การุณยฆาต"(Mercy Killing/Euthanesia) รวมทั้งเป็นการให้ผู้ป่วยให้ "สิทธิการฆ่า"(Ride to Die) โดยทุกฝ่ายจะไม่ผิดกฎหมาย
       
       
"แม้เมื่อได้สิทธิการตายและสิทธิการฆ่าก็ยังต้องมีการตัดสินว่าผู้ป่วยสภาพเช่นไรที่จะตายแน่นอน ไม่มีวิทยาศาสตร์การแพทย์ใดๆ ที่จะให้ความมั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยจะต้องตายแน่นอนหากถอดเครื่องช่วยชีวิต ประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องสิทธิการตายในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยบางราย เช่น Karen Ann Quinlan ดำรงชีวิตอยู่ได้นานถึง 10 ปีหลังหยุดการใช้เครื่องช่วยหายใจและแพทย์ก็ไม่ยินยอมปล่อยให้คนไข้ตายเพราะขัดต่อหลักจริยธรรมของแพทย์ ซึ่งมีหน้าที่รักษาชีวิต มิใช่ทำลายชีวิต"
       

       "เรื่องนี้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การจะใช้กฎกระทรวงมากำหนดเรื่องสำคัญมากที่สุดในชีวิตของมนุษย์ของคนไทยเช่นนี้ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการให้สังคมได้รับรู้และมีส่วนร่วมพิจารณาเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ สมควรที่จะต้องตัดมาตรานี้ออกไปก่อน แล้วจึงค่อยมาแก้ไขเพิ่มเติมในโอกาสที่สังคมทุกส่วนมีความเข้าใจในเรื่องนี้พร้อมแล้ว"ดร.สมเกียรติขยายความ
       
       อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ นพ.อำพล
ยืนยันว่า สิทธิการปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตนั้นเป็นคนละกรณีกับการุณยฆาต เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้มีเจตนาในการให้สิทธิการฆ่ากับใคร แต่ให้สิทธิการเป็นเจ้าของชีวิตที่เราจะให้แพทย์รักษาหรือไม่ในวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นเอง และที่สำคัญคือไม่ใช่ใบอนุญาตที่ผู้ป่วยสามารถขอให้หมอฉีดยาให้ตายเพื่อพ้นจากความทรมานได้
       

       คุยกับคนที่ยืนยันจะใช้สิทธิ
       
       อย่างไรก็ตาม แม้การอธิบายสาระสำคัญของกฎหมายจะยังทำความเข้าใจได้ไม่ถ้วนทั่วในทุกกลุ่ม แต่ในบางกลุ่มบางคนก็ยืนยันที่จะใช้สิทธิแสดงเจตจำนงเอาไว้แล้วล่วงหน้า แม้กฎหมายจะยังไม่ออกมาบังคับใช้ก็ตาม
       
       หนึ่งในนั้นคือ "อาจารย์วิริยะ นามสิริพงษ์พันธ์"
       
       อาจารย์วิริยะบอกว่า เห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าสิทธิในการตายเป็นเรื่องส่วนบุคคล เจ้าของชีวิตมีสิทธิที่จะตัดสินใจในชีวิตของตนเองได้ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาตัดสินใจชีวิตของเรา
       
       "ผมประกาศให้สังคมรับรู้เลยก็ได้ว่า ผมทำพินัยกรรมเอาไว้แล้วว่า ถ้าลูกผมหรือภรรยาไม่ปฏิบัติตามคือไม่ปล่อยให้ผมตายไปและปล่อยให้ผมต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษา ผมก็จะไม่ยกทรัพย์สินให้"
       
       "อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร" ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน โดยบอกว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือแสดงความจำนงเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
       
       ...ทั้งนี้ จากข้อมูลทั้งหมดได้ทำให้เกิดการแตกประเด็นทางความคิดออกไปมากมาย พร้อมทั้งมีการตั้งตุ๊กตาหรือสมมติฐานที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน
       
       หนึ่งในนั้นก็คือ สมมติฐานที่ว่า ถ้าตัวผู้ป่วยแสดงเจตจำนงที่จะปฏิเสธการรักษาโดยทำหนังสือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่ในสภาพที่ไม่รับรู้อะไร ไม่สามารถสื่อสารอะไรได้ บรรดาญาติจะตัดสินใจทำตามเจตจำนงที่แสดงไว้หรือไม่
       
       ผู้เป็นลูก ผู้เป็นสามี ผู้เป็นภรรยาจะยินยอมปล่อยให้คนที่เรารักตายไปหรือไม่ เพราะจำนวนไม่น้อยก็ยินยอมที่จะเสียเงินเสียทองเพียงเพื่อให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไป แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม
       
       
นอกจากนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาญาติๆ ก็คงต้องย้อนกลับไปถามหมอเพื่อความมั่นใจว่า หมดโอกาสรอดแล้วจริงหรือ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องลำบากยิ่ง ไม่ใช่โจทย์คณิตศาสตร์หรือสูตรวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนตายตัว หากแต่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและความเป็นมนุษย์
       

       เชื่อว่าคนที่เคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้คงเข้าใจดี
       
       อย่างไรก็ตาม ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก เพราะปัญหาทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ "ความเข้าใจ" ของทุกคนในครอบครัว ถ้าผู้ป่วย ถ้าญาติมีความเข้าใจที่ตรงกัน ขณะที่แพทย์ผู้รักษามีจริยธรรมในใจไม่คำนึงถึงเงินเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา
       
       แต่ที่สำคัญที่สุดในการผลักดันให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปอย่างสะดวกก็คือ การอธิบายให้กับทุกภาคส่วนของสังคม ทุกศาสนาให้เข้าใจ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ รวมทั้งมีผลกระทบต่อตัวร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติที่เป็นกฎหมายที่ดีให้ถูกแช่แข็งและตีตกไปอย่างน่าเสียดาย
       
       
ขณะเดียวกันก่อนที่จะกำหนดกฎกระทรวง ซึ่งเป็นกฎหมายลูกเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็ควรจะสอบถามความคิดเห็นจากผู้คนในทุกวงการเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
       

       * * * * * * * * * * * *
       
       เรื่อง - ทีมข่าวการศึกษา-คุณภาพชีวิต

ข่าวอื่นๆ ในหมวด
ข่าวประจำวัน : 24 January 2007
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 361





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω