หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
986086 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 86
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7343
ข่าวประจำวัน : เอ็นจีโอกัดติดมลพิษมาบตาพุด

เอ็นจีโอ ลุยหาตัวการปล่อยมลพิษมาบตาพุด หลังรัฐบาลไม่สนใจ ตั้งเครือข่ายผู้ป่วยเฝ้าดูอาการโรคปอดอักเสบ หวังใช้เป็นหลักฐานฟ้องโรงงาน ขณะที่ชุมชนบ้านบน และคลองน้ำหู พบโลหะหนัก ในแหล่งน้ำเพียบ นักวิชาการเผยการเลื่อนประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมออกไป 1 ปี เพื่อรอ กนอ.แก้กฎหมาย ให้มีอำนาจจัดการเหนือเขตควบคุมมลพิษ

ตามที่"ฐานเศรษฐกิจ" ได้รายงานข่าวมลพิษทางน้ำในเขตเทศบาลมาบตาพุด ระบุว่าบ่อน้ำตื้นในเขตชุมชน25แห่งจำนวน80บ่อ มีสารโลหะหนักบนเปื้อนเกินมาตรฐานน้ำอุปโภคบริโภค ลงในฉบับที่2185 (21-24 มค.)ไปแล้วนั้น ได้มีเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากพลพิษดังกล่าว ได้เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องระงับยับยั้งความเดือดร้อนนี้ .

นายสุทธิ อัชณาศัย ผู้ประสานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกลุ่มกำลังจัดตั้งเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล และมีการติดตามวินิจฉัยโรค โดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้ทราบผลที่มาของการเกิดโรคปอดอักเสบว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และนำไปสู่การฟ้องร้องโรงงานอุตสาหกรรม และผู้เกี่ยวข้อง ตามกฎหมาย ในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยมลพิษ

"เราจะรวบรวมผู้ป่วย น่าจะมีความสัมพันธ์กับมลพิษ จากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เบื้องต้นได้รวบรวมผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบได้แล้วประมาณ 30 ราย แต่ยังไม่กล้าฟันธงว่า สาเหตุป่วยมาจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ หากมีการเฝ้าติดตามและดูอาการเพิ่มมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ หรือจากผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่แล้ว มีอาการแทรกซ้อนของโรคทางเดินหายใจด้วยหรือไม่ เพราะคนไข้ประเภทนี้จะรับปฏิกิริยาได้ง่าย หากมีการเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยพบว่าเกิดจากมลพิษที่รับเข้าไปจริง ก็จะเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักนำไปพิสูจน์ในชั้นศาลได้"

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังรวบรวมหลักฐานจากใบมรณะบัตรผู้ป่วย ที่ได้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นำมาประกอบ เพื่อให้แพทย์นำไปวินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิตว่า ได้รับสารหรือมลพิษเข้าไปแทรกแซง จนทำให้เกิดความเจ็บป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจด้วยหรือไม่ ซึ่งเวลานี้รวบรวมได้แล้วจำนวน 6 ราย

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการเฝ้าดูอาการผู้ป่วย 2 ใน 30 รายนั้นพบว่า รายหนึ่งมีอาการบวมตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ และอีกรายอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน มีอาการตัวเหลือง และคล้ายเป็นโรคออทิสติกส์ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุเกิดจากอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอาการเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาการเกิดโรคดังกล่าวน่าจะมีความสัมพันธ์ มาจากการใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้นที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม ที่เวลานี้มีการตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในน้ำในปริมาณมาก

ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การที่ภาครัฐพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซออกไซด์ไนโตรเจน ของผู้ประกอบการรายเดิม เพื่อให้โรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นได้นั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดนัก เพราะเวลานี้ภาครัฐทราบอยู่แล้วว่าในพื้นที่มาบตาพุดไม่สามารถรับมลพิษดังกล่าวได้ แต่พยายามที่จะดันทุรังให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นอีก เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3

เพราะมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ทำให้เห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่ โดยแต่งตั้งคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต อดีตผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมระยะที่ 3 มาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริการจัดการกากของเสียในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอด้านโครงการอุตสาหกรรม และยังแต่งตั้งผู้แทนจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มาเป็นกรรมการพิจารณารายงานอีไอเอ ด้านโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และเคมี เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพื่อเข้ามาผลักดันให้การพิจารณาอีไอเออนุมัติได้เร็วขึ้น

แต่ทางภาครัฐลืมไปว่าปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่เฉพาะแค่มลพิษเพียง 2 ชนิดเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยหรือวีโอซี ที่กรมควบคุมมลพิษ ตรวจวิเคราะห์พบกว่า 40 ชนิด และมี 20 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง และในส่วนนี้มี 19 ชนิดเกินมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาที่กำหนด ซึ่งมองว่าในส่วนนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐน่าจะมาใส่ใจ และให้ลดปริมาณการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด

เพราะหากโรงงานทั้ง 9 แห่งที่เกิดการลงทุนใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเป็นตัวการในการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย ที่อยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติอีไอเอ เกิดขึ้นมาอีก จะยิ่งส่งผลให้ปริมาณสารอินทรีย์ระเหยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันยังไม่สามารถลดปริมาณสารอินทรีย์ระเหยนี้ได้

และเวลานี้เอง ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก บ่อน้ำตื้นที่มีการสำรวจในช่วงที่ผ่านมา 25 ชุมชนรอบมาบตาพุด พบว่ามีสารโลหะหนักกระจายอยู่ทั่วไป และบางชุมชน เช่น ชุมชนบ้านบน มีเหล็กเกินมาตรฐานสูงถึง75.71 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และชุมชนคลองน้ำหู เทศบาลมาบตาพุดได้ทำการตรวจวัดพบสารตะกั่วสูงถึง 2.3 มิลลิกรัมต่อลิตร จากค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แคดเมี่ยม จะพบกระจายอยู่ชุมชนทั่วไปในระดับ 0.030 มิลลิกรัมต่อลิตร จากมาตรฐาน 0.005 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นต้น

ดังนั้น หากภาครัฐมีความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาจริง จะต้องลงมาดูในส่วนสารโลหะหนักในน้ำ สารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศนี้ด้วย ไม่ใช่ให้ไปลดเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนเท่านั้น

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการส่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้เลื่อนการประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ออกไปอีก 1 ปีนั้น เนื่องจากนายโฆสิต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย จึงห่วงภาพลักษณ์ที่มีต่อการลงทุนของประเทศในขณะนี้

ประกอบกับมีความเข้าใจว่า เป็นการถ่วงเวลาให้กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ที่เวลานี้พยายามแก้ พ.ร.บ.ของการนิคมฯออกมา เพื่อให้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมอย่างเบ็ดเสร็จ เหนืออำนาจหน้าที่ในการจัดการแก้ปัญหา หากมีการประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษขึ้นมา ซึ่งหากผลักดันการแก้กฎหมายนี้ออกมาได้ เท่ากับว่าทางกนอ.จะมีอำนาจเหมือนเดิมในการดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลควรที่จะเร่งประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษโดยเร็ว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้สามารถนำไปสู่การประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษได้แล้ว เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ต่างๆ ที่ได้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้วใน 13 จังหวัด เช่น พัทยา ภูเก็ต หมู่เกาะพีพี สุมทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม เป็นต้น

อีกทั้ง การประกาศเป็นเขตควบคุม ไม่ได้เป็นการห้ามขยายโรงงาน แต่การขยายโรงงาน จะต้องผ่านการพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่สำคัญการประกาศเขต ไม่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะจะเห็นได้จากพื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดเหล่านั้นแต่อย่างใด
ข่าวประจำวัน : 26 January 2007
แหล่งที่มา ฐานเศรษฐกิจ
อ่าน 279





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω