หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
653753 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 52
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7456
ข่าวประจำวัน : เผยเหตุตัดสิทธิขรก. เบิกพุ่งรัฐกระเป๋าฉีก อย.จี้ใช้บัญชียาหลัก


สำนักงบฯ เผยเหตุตัดสิทธิ ขรก.เบิกซ้ำซ้อน ห่วงกระเป๋ารัฐฉีก ยอดเบิกค่ารักษาเพิ่มพรวด 2 เท่า เป็น 3.3 หมื่นล้าน ใน 7 ปี งบฯไม่พอจ่ายต้องใช้เงินคงคลังโปะ เหตุจาก "30 บาท"พ่นพิษ ผลัก รพ.เข้าหาลูกค้า ขรก. อย.จี้ใช้บัญชียาหลัก หลังพบ ขรก.ใช้ยานอกบัญชีจนค่าใช้จ่ายรัฐพุ่ง



กรณีข้าราชการบำนาญและบุคคลในครอบครัวข้าราชการมีการร้องเรียนเรื่องถูกรอนสิทธิการรักษาพยาบาล เนื่องจากการมีสิทธิรักษาพยาบาลซ้ำซ้อนกับสิทธิประกันสังคม หรือสิทธิจากโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) นั้น

แหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้กรมบัญชีกลางมีการออนไลน์ระบบฐานข้อมูล เพื่อเข้มงวดสิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เมื่อเดือนตุลาคมปี 2549 นั้น เนื่องจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคคลในครอบครัวมีการเบิกใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จนทำให้งบฯส่วนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อคำว่า วิกฤตแล้ว เนื่องจาก 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 (ตุลาคม 2549-มกราคม 2550) มีการเบิกจ่ายงบฯส่วนนี้แล้วกว่า 13,000 ล้านบาท ทั้งที่ตั้งงบฯทั้งปีไว้เพียงแค่ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น และเหลือเวลาอีกกว่า 8 เดือน จึงจะหมดปีงบประมาณ หากไม่เพียงพอก็ต้องใช้เงินคงคลัง และอาจจะส่งผลกระทบต่อดุลเงินสดได้เหมือนในอดีต

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องการเบิกงบฯสวัสดิการมากกว่างบประมาณที่ตั้งไว้จนต้องใช้เงินคงคลังมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นปีงบประมาณ 2549 เพราะตัวเลขการเบิกจ่ายเงินสูงมากจนงบประมาณรองรับไม่ไหว ขณะที่งบประมาณตั้งไว้แบบสมดุล ไม่สามารถกู้ยืมเงินมาใช้ได้ จึงต้องใช้เงินคงคลังทำให้เงินคงคลังระหว่างปี 2549 ลดต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น และกระทรวงการคลังต้องขออนุมัติออกตั๋วเงินคลัง เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลเงินสดถึง 80,000 ล้านบาท ดังนั้น ทั้งกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณจึงเริ่มกังวลกับปัญหาดังกล่าวว่าจะเกิดขึ้นอีกในปีนี้

ทั้งนี้ งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลได้ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2543 มีจำนวน 17,057 ล้านบาท ปี 2544 จำนวน 19,180 ล้านบาท ปี 2545 จำนวน 20,476 ล้านบาท ปี 2546 จำนวน 22,686 ล้านบาท ปี 2547 จำนวน 26,043 ล้านบาท ปี 2548 จำนวน 29,380 ล้านบาท และ ปี 2549 จำนวน 33,864 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย และเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญทั้งที่จำนวนข้าราชการอยู่ในระดับ 2 ล้านรายไม่ได้เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นเพราะมีที่การนำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาใช้ โดยจัดสรรงบประมาณรายหัวใน 30 บาทต่ำกว่าที่โรงพยาบาลต้องใช้ โรงพยาบาลแต่ละแห่งจึงหารายได้ส่วนอื่นเพิ่มเติม โดยกลุ่มข้าราชการ และบุคคลในครอบครัวเป็นกลุ่มที่โรงพยาบาลสามารถจัดเก็บค่ารักษาได้เต็มเพดาน เพราะเบิกจากรัฐได้หมด จึงจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มนี้สูงขึ้นตามลำดับ และกลายมาเป็นปัญหาต่อระบบงบประมาณในที่สุด

"การที่งบประมาณในส่วนนี้สูงขึ้น มันทำให้งบประมาณประจำโตขึ้นเรื่อยๆ และไปกินเงินในส่วนที่จะเป็นงบฯลงทุน หากปล่อยไว้จะกลายเป็นปัญหาต่อระบบงบประมาณมากขึ้น จึงได้มีการริเริ่มการทำฐานข้อมูลของคนที่มีสิทธิจริง ๆ ว่ามีเท่าใดกันแน่ และเป็นที่มาของการจำแนกบุคคลที่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ กับสิทธิอื่นๆ เช่น ประกันสังคมขึ้นมา ซึ่งความจริงกลุ่มคนที่มีสิทธิประกันสังคมควรจะไปใช้สิทธิ์ประกันสังคมก่อนตามกฎหมาย และส่วนที่เหลือค่อยมาเบิกจากราชการ แต่ที่ผ่านมา เมื่อไม่มีระบบฐานข้อมูลจึงไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ" แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ ดร.ภักดี โพธิศิริ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการ อย.) ได้เสนอให้ใช้บัญชียาหลักแห่งชาติในการรักษาผู้ป่วยในระบบประกันสุขภาพทั้งหมด ทั้งในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคม เนื่องจากที่ผ่านมา ในส่วนของข้าราชการพบว่า กรมบัญชีกลางได้จัดทำบัญชียาแยกออกมาใช้เอง แม้ว่าจะนำบัญชียาหลักแห่งชาติมาอ้างอิง แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ว่าให้ใช้ยานอกบัญชียาหลักได้ โดยให้คณะกรรมการยาของกรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา ทำให้ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดเป็นการใช้ยานอกบัญชียาหลักทั้งสิ้น

โดยในปี 2547 เมื่อคิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการ พบว่าร้อยละ 30 เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยาทั้งสิ้น และแต่ละปีมีอัตราค่าใช้จ่ายในการซื้อยาเพิ่มเกือบ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบ ที่ในบัญชียาหลักมีให้เลือกใช้ 5-6 ตัว โดยในปี 2546-2547 ผู้ป่วยทั่วไปใช้ยาต้านอักเสบ 580,000 ราย รวมเป็นเงิน 335 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการใช้ยาต้านการอักเสบนอกบัญชียาในผู้ป่วยเพียง 18,000 ราย แต่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 330 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอของ อย.มี 3 ข้อ คือ 1.ให้มีการใช้บัญชียาหลักแห่งชาติอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ 2.ให้มีการใช้บัญชียาหลัก เพียงบัญชีเดียวในชุดสิทธิประโยชน์ด้านยา โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พิจารณาแนวทางการปรับปรุงบัญชียาหลัก และจัดข้อเสนอในการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพทุกกองทุนให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และเท่าเทียมกันสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และ 3.จัดระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการให้ยึดหลักเพิ่มคุณภาพ ให้สิทธิอื่นเพิ่มเติมและควบคุมค่าใช้จ่าย โดยใช้บัญชียาหลักและจัดสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม ที่มีความคุ้มค่าหรืออำนวยความสะดวกให้ข้าราชการเพิ่มขึ้น

หน้า 1


ข่าวประจำวัน : 1 February 2007
แหล่งที่มา มติชนรายวัน
อ่าน 186





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω