หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
764865 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 66
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7477
ข่าวประจำวัน : เบื้องหลังปัญหาอีนุงตุงนัง รอนสิทธิรักษาพยาบาล ขรก. ถึงเวลายกระดับประกันสังคม


สืบเนื่องจากปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มคนบางกลุ่มที่ร้องเรียนมายังกองบรรณาธิการ "มติชน" ว่าถูกตัดสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากที่เคยเบิกได้เต็ม 100% เนื่องจากรายชื่อของกลุ่มคนพวกนี้ถูกติดอยู่ใน "แบล๊คลิสต์" ของกรมบัญชีกลาง ว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิซ้ำซ้อน โดยมีสถานะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ซึ่งมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อยู่แล้ว ไม่สามารถมาใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลในส่วนของข้าราชการได้

"มติชน" เกาะติดประเด็นข่าวนี้จนพบความจริงว่า ปัญหาของคนกลุ่มที่เรียกร้อง ฉายภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรักษาพยาบาล และระบบงบประมาณประเทศ ที่เกิดการบิดเบี้ยวจนปะทุเป็นปัญหา เสมือนจิ๊กซอว์เป็นชิ้น ที่ยังไม่เคยนำมาต่อกันได้สมบูรณ์ จึงมิอาจมองเห็นภาพของปัญหาได้ชัดเจนว่ามีขนาดใหญ่โตเพียงใด

"พี่เป็นภรรยาข้าราชการ แต่ทำงานเอกชน เมื่อก่อนสามารถเข้าโรงพยาบาลรัฐ และใช้สิทธิเบิกได้เต็มจำนวน แต่ตอนหลังเขาบอกว่าให้ไปใช้สิทธิประกันสังคมแทน ซึ่งบริการเขาก็ไม่ดี" ประชาชนรายหนึ่งให้ข้อมูล

ข้าราชการบำนาญอีกราย ไม่เข้าใจว่า ทำไมภายหลังเกษียณอายุ 60 ปี เมื่อมาทำงานเอกชน กฎหมายจึงบังคับให้ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยในฐานะพนักงานบริษัท แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลางว่าจะถูกตัดสิทธิเบิกสวัสดิการจากราชการทันที เนื่องจากเข้าข่ายใช้สิทธิซ้ำซ้อน ทั้งที่เขาทำงานรับใช้แผ่นดินมาตลอดชั่วอายุราชการ

ทำไมระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และบุคคลในครอบครัวถึงเปลี่ยนไป นั่นคือคำถามของคนเหล่านั้น!!

คำตอบ คือระบบสวัสดิการไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยังคงเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2523

โดยมาตรา 9 ระบุว่า "กรณีผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น มีสิทธิหรือได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิได้รับตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่"

เป็นคำอธิบายว่าทำไมบุคคลในครอบครัวที่ทำงานบริษัทเอกชน หรือข้าราชการบำนาญ หรือข้าราชการที่ไปทำงานนอกเวลาในบริษัทเอกชน จะต้องไปใช้สิทธิประกันสังคมก่อนตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เมื่อตอนร่างขึ้นมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ และเวลานั้นก็ยังมีเรื่องของกองทุนประกันสังคม และโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมา


เมื่อเดือนตุลาคม 2549 กรมบัญชีกลาง ได้ทำการสำรวจฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐ พบว่าจำนวนข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และข้าราชการบำนาญ ทั้งระบบมีอยู่ประมาณ 1.9 ล้านคนนั้น มีบุคคลในครอบครัวที่จะได้รับสิทธิด้วยอีก 2 ล้านคน รวมเป็นประมาณ 4 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้มีกลุ่มบุคคลในครอบครัวที่ทำงานเอกชนและมีสิทธิประกันสังคมสูงถึง 90,000 ราย ขณะที่มีกลุ่มข้าราชการบำนาญและข้าราชการที่ไปทำงานเอกชนอีกจำนวน 16,000 ราย

เมื่อมีการคีย์รายชื่อของคน 2 กลุ่มหลังเข้าระบบ พวกเขาเหล่านี้จึงกลายเป็นผู้ไม่มีสิทธิในโครงการสวัสดิการอีกแล้ว ต้องไปใช้สิทธิประกันสังคมก่อน

คำถามที่ต้องถามต่อ อยู่ดีๆ ทำไมกรมบัญชีกลางถึงอุตริ จัดทำฐานข้อมูลขึ้นมา ความจริงอีกด้านที่ต้องมองก็คือ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณตระหนักถึงปัญหาเรื่องงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงมาโดยตลอด

ตัวเลขงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลในปี 2543 มีจำนวน 17,057 ล้านบาท ปี 2544 เพิ่มเป็น 19,180 ล้านบาท ปี 2545 ขยับอีกที่ 20,476 ล้านบาท ปี 2546 เพิ่มขึ้น 22,686 ล้านบาท ปี 2547 ก็เพิ่มอีก 26,043 ล้านบาท ปี 2548 เฉียด 30,000 ล้านบาท อยู่ที่ 29,380 ล้านบาท และ ปี 2549 ทะลุ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 33,864 ล้านบาท แต่ที่น่าตกใจคือ ช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 (ตุลาคม 2549-มกราคม 2550) มีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาท ทั้งที่งบประมาณในส่วนนี้ทั้งปีตั้งไว้เพียงแค่ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับอีก 8 เดือนที่เหลือ

ต้องเข้าใจว่ารายจ่ายบางประเภทไม่สามารถปฏิเสธได้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ค่ารักษาพยาบาล ต่อให้ไม่มีงบประมาณก็ต้องไปหาเงินมาจ่ายให้ได้ บางปีต้องใช้เงินคงคลังออกมาสำรองจ่าย จนกลายเป็นปัญหาเงินคงคลังร่อยหรอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ช่วงต้นปีงบประมาณ 2549 รายได้จากภาษียังไม่เข้ามาขณะที่มีรายจ่ายตั้งรอเป็นตับ ซึ่งรวมถึงรายจ่ายของค่ารักษาพยาบาล ส่งผลให้เกิดภาวะ "ถังแตก" จนการตั้งฎีกาเบิกจ่ายของหน่วยราชการต่างๆ ต้องล่าช้าเป็นเดือนๆ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญทั้งที่จำนวนข้าราชการไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย น่าจะเป็นผลพวงจากการนำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาใช้โดยการจัดสรรงบประมาณรายหัวนั้นต่ำกว่าที่ต้องการ จึงกลายเป็นภาระแก่โรงพยาบาล ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ จึงต้องหารายได้ในส่วนอื่นเพิ่มเติม โดยกลุ่มข้าราชการ และบุคคลในครอบครัว เป็นกลุ่มที่โรงพยาบาลสามารถจัดเก็บได้เต็มเพดานตามที่กฎหมายระบุ ดังนั้นจึงมีการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มนี้สูงขึ้นตามลำดับ และกลายมาเป็นปัญหาต่อระบบงบประมาณในที่สุด

ตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่สะท้อนให้เห็นภาพนี้ชัดเจนคือ ปีงบประมาณ 2549 คาดว่างบประมาณเฉลี่ยที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการของข้าราชการสูงถึง 6,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่งบประมาณรายหัวของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เพียง 1,899 บาท ต่อคนต่อปี เท่านั้น

หากพิจารณาตัวเลขงบประมาณที่จัดสรรเข้าโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เริ่มต้นในปี 2545 จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความต้องการของโครงการมาก โดยปีงบประมาณ 2545 รัฐจัดสรรให้ 1,202.40 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 37.4 ล้านคน ถือเป็นปีเริ่มต้น ปีงบประมาณ 2546 ของบประมาณไป 1,322 บาทต่อคน รัฐจัดสรรให้ 1,202.40 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 45 ล้านคน ปีงบประมาณ 2547 ของบประมาณไป 1,414 บาทต่อคน รัฐจัดสรรให้ 1,308.50 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 46 ล้านคน ปีงบประมาณ 2548 ของบประมาณไป 1,447 บาทต่อคน รัฐจัดสรรให้ 1,396.30 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 47 ล้านคน ปีงบประมาณ 2549 รัฐจัดสรรให้ 1,659.20 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 48 ล้านคน ปีงบประมาณ 2550 ของบประมาณไป 2,089 บาทต่อคน รัฐจัดสรรให้ 1,899.69 บาทต่อคน ใช้ฐานประชากร 46 ล้านคน มีประชากรถูกตัดออกไปประมาณ 2 ล้านคน

หากนำตัวเลข 2 ชุด คือ งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาล มาเปรียบเทียบกับงบโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะสะท้อนชัดว่ายิ่ง 30 บาทถูกตัดงบเท่าไร งบสวัสดิการก็ยิ่งปูดขึ้นตาม

ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ว่าระดับนโยบายจะไม่รับรู้ เพราะไม่ว่าครั้งใดที่ต้องมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ตัวเลขเหล่านี้ย่อมเข้ามาตำตาตำใจให้เห็นทุกครั้ง เพราะสัดส่วนงบรักษาพยาบาลซึ่งถือเป็นงบประจำชนิดหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะกดไม่ให้ขยายตัว เพื่อเหลือที่ว่างไว้ให้กับงบลงทุนที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศ กลับไม่ยอมลดต่ำลงได้ง่ายๆ แถมยังทำท่าจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง

ครั้นเมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามารับบังเหียนกุมทีมเศรษฐกิจ และต้องทำหน้าที่ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 จึงได้เห็นตัวเลขเหล่านี้ และได้มอบหมายให้ นายอัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ของทีดีอาร์ไอ ผู้คร่ำหวอดอยู่กับโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ช่วยศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ทั้งที่เกี่ยวกับโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการรักษาพยาบาล เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะหาแนวทางปฏิรูประบบงบประมาณอย่างไร อย่าหลงลืมคนตัวเล็กๆ ของสังคมที่เข้ามาทำงานในระบบราชการ มีเงินเดือนที่น้อยกว่าค่าตอบแทนในตลาด เพียงเพื่อหวังให้ชีวิตมีความมั่นคงทางการงาน ได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลดูแลพ่อแม่ ลูกเมียในยามเจ็บป่วย

และหากเขาเหล่านั้นจะไขว่คว้าไปหางานพิเศษทำในเวลานอกราชการ หรือในยามที่เกษียณอายุไปแล้ว ก็เป็นไปด้วยความวิริยอุตสาหะที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเพียงพอต่อการยังชีพ รัฐก็มิควรที่จะพรากสิทธิความเป็นข้าราชการ และสวัสดิการที่เขาเหล่านั้นพึงมีพึงได้ แต่ควรจัดสรรให้เขาได้สิทธิตามเดิม เพียงแต่หามาตรการในการควบคุมมิให้โรงพยาบาลที่พวกเขาเข้ารักษาตัวตั้งเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายที่มากกว่าสมควร

ในส่วนของบุคคลในครอบครัวนั้นเหล่า การที่พวกเขาเป็นพนักงานเอกชน จำเป็นต้องส่งเงินเข้าสมทบให้กับกองทุนอยู่แล้ว ควรจะไปใช้สิทธิประกันสังคมก่อน เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐนั่นก็เป็นแนวคิดที่ถูก แต่รัฐเองก็ควรมีหน้าที่ดูแลให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคมมีมาตรฐานที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการให้บริการในระบบสวัสดิการ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่รู้สึกว่าเขาได้ถูกริดรอนสิทธิ เพียงเพราะขยันทำงาน ไม่ยอมงอมืองอเท้า

การดูแลมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ไม่ใช่เฉพาะกรณีเกิดเหตุขึ้นกับบุคคลในครอบครัวข้าราชการจำนวน 90,000 ราย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าราชการบำนาญ หรือข้าราชการที่ไปทำงานพิเศษให้กับบริษัทเอกชนอีก 16,000 ราย แต่เป็นเพราะผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จำนวนกว่า 8 ล้านคน ที่รัฐไม่อาจละเลยคนกลุ่มนี้ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

หน้า 20

ข่าวประจำวัน : 2 February 2007
แหล่งที่มา มติชนรายวัน
อ่าน 307





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω