หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
118209 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 72
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7591
ข่าวประจำวัน : สธ.ศิโรราบบริษัทยาข้ามชาติ ชาวไทยทัมใจซื้อยาแพง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2550 16:39 น.
       สธ.เจรจาบริษัทยาชื่นมื่น แจงบังคับใช้สิทธิไม่ก้าวก่ายตลาดภาคเอกชน เน้นให้ผู้ป่วย 3 กองทุน สปสช.-สปส.และข้าราชการเข้าถึงยา ชี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้นเพราะเข้าใจกัน ส่วนเรื่องต่อรองราคายา “คาเลตรา” ไม่เน้นระบุยาต้านไวรัสของไทยยังมีในสต๊อกใช้ได้อีก 6 เดือน ให้โอกาสบริษัทยาพัฒนายาตัวยาใหม่ เผยอาจลดตัวยาครึ่งหนึ่งแต่จะทำให้ประสิทธิภาพเท่าเดิม ด้านองค์การหมอไร้พรมแดนเตือนเจรจากับบริษัทยาข้ามชาติสุดอันตราย ลูกเล่นเทคนิคล่อหลอกเพียบ ต้องรอบคอบระมัดระวังให้ดี ชี้ดูตัวอย่าง “บราซิล” ถูกแช่แข็งอุตสาหกรรมยาต้องแบกภาระค่ายาอื้อ ด้านพรีม่าเตรียมข้อมูลเข้าพบ รมว.สาธารณสุข แนะทางออกแบบวิน-วินพรุ่งนี้
       

       
       วันนี้ (8 ก.พ.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ยาในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ กรณีการบังคับใช้สิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์ โดยมีตัวแทนจากระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมเจรจากับ บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ คาเลตรา (Kaletra) โดยนพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในการประชุมหารือวันนี้เป็นการเจรจาเบื้องต้นซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น มีข้อตกลงที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันในจุดยืน คือ กระทรวงสาธารณสุข มีความตั้งใจให้ผู้ป่วยเอดส์ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และข้าราชการสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ถ้วนหน้า แต่จากการที่งบประมาณไม่เพียงพอทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงยา และมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเป็นหนทางสุดท้าย
       
       นพ.ธวัช กล่าวต่อว่า ในส่วนของบริษัท แอ๊บบอตฯ ได้ตกลงว่าจะขอเวลาในการพัฒนายา และพัฒนายาสูตรใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพและมาทดแทนยาตัวเดิมได้ อาจมีการปรับแต่งสูตรยา โดยมีเวลาประมาณ 6 เดือนในการเจรจาเรื่องราคารอบต่อไป เพราะยาคงคลังที่มีอยู่ขณะนี้สามารถใช้ได้ประมาณ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย ทำให้ทางบริษัทยังมีเวลาในการพัฒนาตัวยา เบื้องต้นจึงยังไม่มีข้อสรุปด้านราคา แต่จะต้องมีการเจรจากันอีกครั้งและเชื่อว่าจะสามารถซื้อยาได้ในราคาต่ำกว่าเดิม
       
       “ภายหลังการเจรจาเชื่อว่าราคายาจะลดลง จากเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายคนละ 4,000 บาทต่อเดือน โดยการเจรจาครั้งนี้บริษัทยังเข้าใจดีว่า ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสิทธิบัตรยานั้น เพื่อให้คนกลุ่มที่ด้อยโอกาสได้มีโอกาสเข้าถึงยา กระทรวงสาธารณสุขจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับการค้าของตลาดยาในภาคเอกชน บริษัทยา ยังสามารถค้าขายยาในภาคเอกชนได้ในราคาปกติ แต่กระทรวงสาธารณสุข จะดูแลในส่วนของประชาชนในกลุ่มที่ใช้สิทธิของรัฐเท่านั้น”นพ.ธวัช กล่าว
       
       นพ.ธวัช กล่าวต่อว่า ปริมาณผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสจะมีการดื้อยาร้อยละ 10 ของปริมาณผู้ได้รับยาในปีแรก และปริมาณผู้ติดเชื้อที่ดื้อยาจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5 แสนคน ในอนาคตก็จะต้องมีการใช้ยาสูตรดื้อยาอย่างแน่นอนจึงต้องหาแนวทางรองรับไว้เผื่ออนาคต
       
       ทั้งนี้ สำหรับการบังคับใช้สิทธิบัตรยาที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้นั้น จะไม่มีการยกเลิกประกาศแต่อย่างใด แม้ว่าจะสามารถซื้อยาได้ในราคาที่ต้องการแล้วก็ตาม โดยจะยังคงสิทธิดังกล่าวไว้ หากในอนาคตราคายาเกิดการพลิกผันก็จะสามารถนำประกาศฉบับดังกล่าวมาใช้ได้ในทันที
       
       ด้านนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการสาธารณสุข 11 (ด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข) กล่าวว่า ยาสูตร 2 สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์จะต้องใช้ร่วมกันหลายตัวไม่ใช่เพียง คาเรตตร้า เพียงชนิดเดียว แต่ต้องใช้ร่วมกับยาตัวอื่นด้วย ทำให้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากหากจะให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้บริษัทกำลังดำเนินการวิจัยพัฒนาสูตรยาขึ้นใหม่ เช่น ใช้เนื้อยาลดลงครึ่งหนึ่งแต่ให้ได้ผลการรักษาเท่าเดิม ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้เท่าตัว
       
       นพ.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นจะมีปัญหาต่อเมื่อไทย ทำเกินขอบเขตของกฎหมาย แต่การดำเนินการในครั้งนี้ไทยดำเนินการภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทุกประการ ที่ผ่านมาบริษัทยาเป็นห่วงในเรื่องของตลาด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของบริษัทธุรกิจ ทำให้ต้องมีการดูแลในระดับประเทศว่าไทยทำถูกต้องหรือไม่ แต่เท่าที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่เคยบอกว่าไทยทำผิดเงื่อนไขทางกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งจากการเจรจาบริษัทต่างชาติก็เข้าใจวัตถุประสงค์ของประเทศไทยว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับตลาดเอกชน แต่เป็นการหาทางรองรับให้ประชาชนที่ไม่มีกำลังจ่ายยาแพงๆ ได้เข้าถึงยาโดยถ้วนหน้า
       
       นพ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องรับยาสูตร 2 ในโครงการหลักประกันสุขภาพ ขณะนี้มีจำนวน 8,000 ราย โดยงบประมาณของ สปสช.ในด้านผู้ติดเชื้อเอดส์มีอยู่ 3,800 ล้านบาท ซึ่งหากนำมาใช้ในเรื่องยาเพียงอย่างเดียวก็แทบจะไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งงานด้านเอดส์นั้น เรื่องของการป้องกันนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยลดปริมาณผู้ติดเชื้อลงได้อย่างถาวร แต่หากสามารถลดราคายาลงได้ นอกจากผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้นยังทำให้สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้งานในด้านการป้องกันได้ ซึ่งหากไม่ทำงานเรื่องการป้องกันไม่ว่าจะใช้เท่าใดก็ไม่มีวันพอ
       
       น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เจ้าหน้าที่รณรงค์การเข้าถึงการรักษา องค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวว่า
การเจรจาต่อรองราคายาภายหลังการบังคับใช้สิทธิของกระทรวงสาธารณสุขต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบก่อนตกลงสัญญาใดๆ เนื่องจากบริษัทยามักมีลูกเล่นและเทคนิคต่างๆ มากมาย ยกตัวอย่างกรณีบริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด เคยมีการเจรจาต่อรองขอให้ประเทศบราซิลยกเลิกการบังคับใช้สิทธิบัตร โดยจะลดราคายาและขอให้ตรึงราคาไว้ 7 ปี ดังนั้นหากในอนาคตแม้ว่าราคายาจะลดลงแต่ประเทศบราซิลไม่มีโอกาสที่ราคาจะลดต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งต้องแบกรับภาระมากกว่าราคาในตลาดโลกถึง 4 เท่า ผลที่ตามมาคือทำให้วงการอุตสาหกรรมยาของบราซิลหยุดชะงักและไม่มีการพัฒนายาชื่อสามัญตัวใหม่ๆ เลย ซึ่งคงไม่มีใครอย่างเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้น
       

       “การเจรจากับบริษัทยาเป็นเรื่องที่อันตรายมากต้องระวังอย่าหลงในลูกเล่นเทคนิค สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องไม่ข้อยกเลิกการบังคับใช้สิทธิบัตรแต่ต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งผลสำเร็จครั้งนี้จะไม่มีความหมายแค่ในไทยเท่านั้นแต่จะเป็นผลดีกับประเทศอื่นๆ ด้วย ส่วนการพัฒนาตัวยาดัวยการลดเนื้อยาลงครึ่งหนึ่งแต่คงประสิทธิภาพเท่าเดิมนั้นเป็นเรื่องตลกมาก นี่ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องราคายาที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงอย่างตรงจุด ไม่ใช่ลดสูตรยาแต่ต้องลดราคายาลงมา”น.ส.กรรณิการณ์กล่าว
       
       ด้าน นายธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตภัณฑ์แห่งประเทศไทย (PReMA) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 ก.พ.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เชิญให้พรีม่าเดินทางเข้าพบเพื่อหารือทางออกร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ยาที่จำเป็นและราคายาที่เหมาะสมซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งสปสช.ผู้ป่วยและบริษัทยาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบวาระว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง แต่ทางพรีม่าได้เตรียมข้อเสนอทางออกในการแก้ปัญหาซึ่งเคยเสนอให้กับสปสช.มาก่อนหน้านี้แล้ว

ข่าวประจำวัน : 9 February 2007
แหล่งที่มา ผู้จัดการ
อ่าน 217





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω