หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
431531 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 66
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7599
ข่าวประจำวัน : ชำแหละผลดี-เสีย ดอนเมืองคู่สุวรรณภูมิ

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



พลันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ให้มีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง คือ ทั้งท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเดประดังมาจากทุกสารทิศ

เดิมที พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม ระบุว่าจะมีการย้ายสายการบินในประเทศที่ไม่ต้องต่อเครื่องมาดอนเมือง และขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละสายการบิน แต่ยังไม่พร้อมเสนอเรื่องเข้าครม.วันที่ 6 ก.พ

จู่ๆ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็หยิบยกเรื่องนี้มาหารือ และครม.มีมติให้เปิดใช้ดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานนานาชาติควบคู่กับสุวรรณภูมิ

โดยให้เหตุผลว่า ได้พิจารณาข้อบกพร่องที่มีอยู่ของสนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งที่จำเป็นต้องเตรียมการต่อไปในอนาคต ในเรื่องความจุและปริมาณของผู้โดยสารที่จะใช้สนามบินแล้ว จำเป็นที่จะต้องเตรียมสนามบินดอนเมืองให้มีความพร้อมที่จะเป็นสนามบินนานาชาติขึ้นอีกแห่งหนึ่ง



ขณะเดียวกัน พล.ร.อ.ธีระ ยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ อย่าคิดว่าเมื่อเปิดให้ดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติแล้ว สุวรรณภูมิจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางการบิน หรือฮับ เพราะทั้งสองสนามบินจะเสริมการทำงานกันและกัน

แต่คำยืนยันเหล่านี้แทบไม่ได้รับการตอบรับจากสายการบินต่างๆ

นายอัลเบิร์ต จอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) ระบุว่า ขีดความสามารถของกรุงเทพฯ มีความเป็นไปได้จะเป็นฮับของภูมิภาค แต่ต้องยึดแนวทางการบริหารสนามบินแบบสนามบินเดียว เพราะการบริหารแบบ 2 สนามบินจะเท่ากับการแยกจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการต้นทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ และความไม่สะดวกสบายของผู้โดยสาร

เช่นเดียวกับ ว่าที่ร.ต.หญิงโสภิณ แดงเทศ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน ณ สนามบินกรุงเทพ (เอโอซี) ซึ่งมีสมาชิกเป็นสายการบินที่เข้า-ออกไทยจำนวน 64 สาย กล่าวว่า ในจุดยืนของเอโอซีไม่เห็นด้วย หากจะมีการใช้ท่าอากาศยาน 2 แห่ง บริการผู้โดยสารในลักษณะเท่าเทียมกัน เนื่องจากจะประสบปัญหาด้านบริการ สร้างความสับสนให้แก่ผู้โดยสารั้



ส่วนนายปีเตอร์ ฮาร์ไบสัน ประธานกรรมการบริหารศูนย์กลางการบินเอเชีย แปซิฟิก ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ระบุว่าหากไทยแยกสนามบินออกเป็น 2 แห่ง จะทำให้เรื่องต่างๆ มีความยุ่งยากอย่างมาก และทำให้มีความน่าสนใจน้อยลงด้วย ซึ่งการก้าวเดินไปในทิศทางดังกล่าว จะทำให้เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาอย่างมาก

กัปตันเพิ่มศักดิ์ ทองไพบูลย์ นายกสมาคมนักบินไทย กล่าวว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ควรใช้ดอนเมือง เพื่อการปฏิบัติการบินสำหรับสายการบินในประเทศเท่านั้น เนื่องจากในต่างประเทศ ถึงแม้จะมีสนามบิน 2 แห่งในเมืองๆ เดียวกัน แต่ในการบริหารจัดการแล้ว จะต้องมีการวางให้สนามบินใดสนามบินหนึ่งเป็นสนามบินหลัก เพื่อทำการบินในส่วนของสายการบินระหว่างประเทศ

ด้านร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยจะต้องปรับแผนการดำเนินงานใหม่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาได้จัดทำแผนเฉพาะการย้ายเที่ยวบินในประเทศกลับมาดอนเมือง ซึ่งจะมีวันละประมาณ 50 เที่ยวบิน



นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า หากมีการเปิดดอนเมืองให้สามารถรับเที่ยวบินระหว่างประเทศได้นั้น อาจส่งผลให้ภาพลักษณ์ของสุวรรณภูมิในสายตานานาชาติ ไม่มีความมั่นใจ เนื่องจากข่าวที่ออกมาสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา จนต้องเปิดให้สายการบินนานาชาติย้ายมาทำการบินที่ดอนเมือง ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของสุวรรณภูมิลดลง

นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินโอเรียนท์ ไทย กล่าวว่า ไม่เข้าใจสาเหตุที่ภาครัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย ส่วนตัวเชื่อว่าทุกสายการบินต้องการย้ายกลับมาดอนเมือง ดังนั้นสุวรรณภูมิจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และรัฐบาลจะใช้วิธีการใดในการแบ่งปริมาณจราจรระหว่างสองท่าอากาศยาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกสายการบิน

ขณะที่นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า พร้อมย้ายทั้งฝูงบินไปยังสนามบินดอนเมือง รวมทั้งเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยแอร์เอเชียบินรวมกันประมาณ 80 เที่ยวบิน



อย่างไรก็ตามตอนนี้จะให้รัฐบาลเดินถอยหลัง คงเป็นไปไม่ได้ จึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงให้ดอนเมืองมีความพร้อมในการเปิดใช้บริการ

ซึ่งร.อ.พินิจ สาหร่ายทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ ยืนยันภาพรวมดอนเมืองขณะนี้ถือว่ามีความพร้อม 100% สามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 15 ล้านคน

ส่วนคณะกรรมการทอท.กำหนดให้พร้อมเปิดใช้วันที่ 25 มี.ค. ส่วนจะมีการเปิดใช้จริงได้เมื่อไรขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมครม.

ความจริงไม่ใช่ไทยประเทศเดียว ที่มีท่าอากาศยานนานาชาติ 2 แห่ง ในจังหวัดเดียวกัน อีกหลายประเทศในโลกก็มี อาทิ ประเทศสหรัฐในรัฐเวอร์จิเนีย เมืองวอชิงจัน ดีซี มี 2 สนามบินห่างกัน 37 ก.ม. เมืองนิวยอร์ก มีถึง 3 สนามบิน ห่างกันประมาณ 26 ก.ม. เมืองลอสแองเจลิส มี 2 สนามบินห่างกัน 39 ก.ม. เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษมี 2 สนามบินห่างกัน 39 ก.ม. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้มี 2 สนามบิน ห่างกัน 34 ก.ม. เป็นต้น

แต่เหตุผลลึกๆ ของการเปิดดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 2 ทั้งที่อยู่ห่างสุวรรณภูมิเพียง 25 กิโลเมตร ก็น่าคิด



ล่าสุด 8 ก.พ. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานกรรมาธิการคมนาคม ระบุว่า

"สาเหตุที่ต้องมีการเปิดใช้อาคารทั้งสองแห่งเพื่อรองรับผู้โดยสารนั้น เพราะในอนาคตอาจมีการปิดซ่อมรันเวย์และแท็กซี่เวย์ครั้งใหญ่ของสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ไม่สามารถทำการบินได้ ซึ่งผมจะเสนอคณะกรรมการบริษัททอท.ให้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 1 ปี"

แม้ประเด็นนี้ผู้ใหญ่ในทอท.จะออกมาโต้แย้งว่า ความเสียหายไม่ถึงขั้นต้องปิดสุวรรณภูมิ

แต่ในส่วนของรัฐบาลอาจมีข้อมูลวิกฤตของสุวรรณภูมิอยู่ในมือ ก็ต้องมีการเตรียมการเพื่อความรอบคอบ ด้วยการเปิดดอนเมือง เป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 2 ไว้รองรับ

เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้!!

หากถึงเวลานั้นจริง เมืองไทยจะได้ไม่เป็นอัมพาตทางการบิน

เพียงแต่การบริหารจัดการสนามบินทั้ง 2 แห่งจะทำอย่างไรให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด

หน้า 8<


ข่าวประจำวัน : 11 February 2007
แหล่งที่มา ข่าวสด
อ่าน 495





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω