หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
431532 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 77
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7610
ข่าวประจำวัน : เศรษฐกิจพอเพียง ฉบับประชาชน คนไทยเข้าใจความหมายของคำนี้ดีแล้วจริงหรือ

ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ร่วมกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้การสนับสนุนของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดทำการวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “ทัศนคติของประชาชนต่อเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชน 18 จังหวัด” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล และได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนนำไปปฏิบัติว่า ประชาชนโดยทั่วไปมีความเข้าใจในนโยบายดังกล่าวมากน้อยเพียงใด และจะสามารถ นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ ภายใต้สถานภาพเศรษฐกิจของประชาชนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้จัดทำได้ตั้งความหวังว่า ผลสำรวจนี้จะช่วยให้ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทุกภาคส่วนในสังคม เข้าใจสภาพปัญหาพื้นฐานของประชาชนได้อย่างถ่องแท้ และมีโอกาสที่จะนำแนวคิดอันเป็นหลักปรัชญาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ ทั้งในการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประชาชน การสร้างความเข้มแข็งต่อภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

การสำรวจครั้งนี้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ 3 มกราคม-15 มกราคม 2550 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,073 คน จาก 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เชียงใหม่ กำแพงเพชร แพร่ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด นครพนม นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี กระทำโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น และกำหนดลักษณะของตัวอย่างให้สอดคล้อง กับประชากรเป้าหมายจากสำมะโนประชากรของประเทศ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

I. สถานภาพทางเศรษฐกิจของประชาชนโดยทั่วไป

ก่อนอื่น เราคงต้องทำความเข้าใจลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจเสียก่อน เพื่อให้ทราบถึงสถานสภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละครัวเรือนว่ามีรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนต่อเดือนเป็นอย่างไร จากการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างประมาณ 10.3% มีรายได้ครัวเรือนต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท 19.0% มีรายได้อยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท 26.8% มีรายได้ 10,001-20,000 บาท 24.1% มีรายได้ 20,001-40,000 บาท 11.7% มีรายได้ 40,001-60,000 บาท และ 8.2% มีรายได้มากกว่า 60,000 บาท

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายจ่ายเฉลี่ย คิดเป็นประมาณ 67.0% ของรายได้ ในจำนวนนี้ 72.8% มีบ้านเป็นของตัวเอง ขณะที่ 27.2% ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง โดยอาศัยอยู่บ้านเช่า หรือบ้านญาติ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 62.9% มีหนี้สิน ขณะที่ 37.1% ไม่มีหนี้สิน ผู้ที่มีหนี้สินมีหนี้สินโดยเฉลี่ยครัวเรือนละ 404,470 บาท คิดเป็นสัดส่วน 14.1 เท่าของรายได้

สำหรับสาเหตุของการเป็นหนี้ กลุ่มตัวอย่าง 35.0% เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ขณะที่ 26.4% เป็นหนี้ซื้อยานพาหนะ 24.4% เป็นหนี้ซื้อบ้าน และ 14.2% เป็นหนี้อื่นๆ ถึงแม้ว่าผู้เป็นหนี้ส่วนใหญ่รวมกันถึงประมาณ 50.0% จะเป็นหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ แต่มีผู้ตอบถึง 35.0% ที่ต้องเป็นหนี้เพื่อนำมาใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง เพราะแสดงถึงการมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายทั่วไป เมื่อพิจารณาลึกลงไปเฉพาะกลุ่มนี้ จะพบว่าเป็นผู้มีรายได้ครัวเรือนค่อนข้างต่ำ หัวหน้าครัวเรือนมีการศึกษาต่ำ มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 40 ปี

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นหนี้ ชำระหนี้ต่องวดเฉลี่ยเป็นเงิน 7,893 บาท โดยส่วนใหญ่ 82.5% ของผู้ชำระหนี้ ชำระหนี้น้อยกว่ารายได้ในแต่ละเดือน แต่มีผู้ตอบ 13.9% ที่ชำระหนี้มากกว่ารายได้ และ 3.5% ชำระหนี้เท่ากับรายได้ที่หามาได้ในแต่ละเดือน นั่นหมายความว่าในบรรดาผู้เป็นหนี้สินมีถึง 18.0% ที่มีรายได้ในแต่ละเดือนไม่พอใช้หนี้ และไม่มีรายได้อื่นเพื่อมาใช้จ่าย

นี่อาจเป็นสาเหตุให้มีการกู้เพื่อมาจับจ่ายใช้สอย และชำระหนี้ต่อเนื่องไป

ในเรื่องของการออม คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังมีการออม โดยผู้ตอบถึง 71.6% มีการออมเงิน 24.4% ไม่มีการออม สำหรับผู้ออมนี้โดยเฉลี่ยออมประมาณ 18.1% ของรายได้ ส่วนใหญ่ 69.3% นิยมเก็บออมในรูปเงินฝากธนาคาร รองลงมาเป็นการทำประกันชีวิต (25.9%) เก็บเงินไว้กับบ้าน (14.9%) ซื้อสลากออมทรัพย์ (13.7%) และพันธบัตรรัฐบาล (3.3%)

ในด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่าง 40.4% ตอบว่า มีการใช้จ่ายน้อยลง ด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้ามีราคาแพงขึ้น (27.7%) ไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ (20.4%) ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (19.9%) รายได้ลดลง (17.4%) และมีหนี้สินมาก (14.5%) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งได้เริ่ม นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาควบคุมการใช้จ่ายของตนบ้างแล้ว

กลุ่มตัวอย่าง 34.1% มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพราะสินค้ามีราคาแพงขึ้น (39.4%) รายได้เพิ่มขึ้น (21.4%) ภาระหนี้สินลดลง (14.7%) เศรษฐกิจดี (12.6%)

เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายกับรายได้ที่ได้รับ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 60.9% ใช้จ่ายในแต่ละเดือน น้อยกว่ารายได้ที่ได้รับ 19.0% ใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่ได้รับ ขณะที่ 20.1% ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับ

สำหรับกลุ่มที่มีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน เมื่อพิจารณาลึกลงไปจะพบว่า เป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ มีหนี้สินมาก มีการศึกษาสูงสุดไม่เกินมัธยมศึกษา เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท จะพบว่า มีรายจ่ายเฉลี่ย คิดเป็น 1.6 เท่าของรายได้ต่อเดือน

II. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

การจะนำเอาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับสังคมไทยให้เกิดประสิทธิผล และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคคลและประเทศชาตินั้น สิ่งสำคัญที่ถือได้ว่า เป็นหัวใจของการดำเนินการ คือผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญานี้อย่างถ่องแท้ และสอดคล้องกันทั้งประเทศ ทั้งผู้วางนโยบาย และผู้ปฏิบัติหรือภาคประชาชน เนื่องจากลักษณะสำคัญในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีเรื่องของความรู้ความเข้าใจ และการมีเหตุมีผลเข้ามาเป็นเงื่อนไข

ในการสำรวจครั้งนี้ จึงได้มีการให้ประชาชนประเมินตนเอง เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของตนเอง และสังคมรอบข้างด้วย

ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ประเมินตนเองว่ามีระดับ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงน้อยมากจนถึงไม่เข้าใจเลยนั้น มีจำนวน 10.0% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศ มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน และมีอายุระหว่าง 50-59 และ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่มีผู้ตอบว่าตนเองมีความเข้าใจมาก 33.5% และเข้าใจปานกลาง 57.2% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

เพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมครบถ้วน ประเด็นต่อมาจึงให้กลุ่มตัวอย่างประเมินคนใน หมู่บ้าน/ชุมชนของตนเองถึงระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตนเอง ผู้ตอบที่ประเมินคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ของตนว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับมากนั้น มีจำนวนลดลงมากกว่าครึ่ง และจำนวนที่มีความรู้น้อยหรือไม่เข้าใจเลย กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว (เข้าใจมาก 14.2% ปานกลาง 58.2% น้อย 25.5% และไม่เข้าใจ 2.1%)

ทำให้คณะผู้จัดทำต้องตั้งสมมติฐานหรือข้อสงสัยว่า “การที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า คนรอบข้างมีความรู้ความเข้าใจในเศรษฐกิจพอเพียงน้อยกว่าตน” แสดงว่า คนไทยอาจมีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ถ่องแท้ และอาจมีความรู้ไม่เท่าเทียมกัน

แม้ว่าจะอยู่ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่หนึ่ง (คือการประยุกต์ใช้กับระดับบุคคล) ไปสู่ขั้นที่สอง (คือการประยุกต์ใช้กับระดับชุมชน) ยากที่จะบรรลุประสิทธิภาพตามเป้าหมายได้

ในการประเมินตนเอง และการประเมินเพื่อนบ้าน/คนในละแวกบ้านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ประเมินคนในชุมชนว่า มีความรู้น้อยหรือไม่เข้าใจเลย จะกระจายไปในทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกภาค และทุกระดับการศึกษา อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกตามระดับอายุ รายได้ ภูมิลำเนา และระดับการศึกษา พบว่า กลุ่มคนที่มีจำนวนสูงสุดในแต่ละกลุ่ม จะจำแนกได้ว่าเป็นกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ที่ 5,001-20,000 บาท และมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (30.4%) และระดับมัธยมศึกษา (28.2%)

เพื่อทดสอบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องหรือไม่ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้มีการสอบถามการรับรู้ถึงประเด็นต่อไปนี้ ซึ่งได้แก่ ความพอประมาณ การไม่ก่อหนี้ การมีความรู้ การมีคุณธรรม การกระจายความเสี่ยง การพยายามสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง และการมีเหตุผลว่า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่

สำหรับประเด็นคำถามเกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยงนี้ ได้มีการขยายความว่า การกระจายความเสี่ยงในภาคประชาชน อาจหมายถึงการออมเงิน เพื่อประกันความเสี่ยงยามเกษียณ/ว่างงาน หรือการประกันชีวิตของหัวหน้าครอบครัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในครัวเรือน ทั้งนี้ การสอบถามมีวัตถุประสงค์เพื่อ วัดความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างในด้านการมีภูมิคุ้มกัน

ผลการสำรวจ พบว่าประเด็นที่คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือ การมีคุณธรรม (91.57%) ของกลุ่มตัวอย่างตอบว่า เรื่องนี้อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ (89.72%) ตอบว่าการมีความรู้ ความพอประมาณ (86.52%) การมีเหตุผล (86.43%) และการไม่ก่อหนี้ (81.39%)

สำหรับประเด็นเรื่องการพยายามสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง 57.40% มองว่า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง 42.60% มองว่า ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนประเด็นการกระจายความเสี่ยง 34.56% คิดว่าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และ 65.44% คิดว่า ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากสำรวจถึงความรู้ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังได้มีการสอบถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นอื่นๆ เพื่อพิจารณาถึงความคิดเห็น และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนี้

1. เมื่อถามว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของการประหยัดไม่ใช้จ่ายหรือใช้จ่ายน้อยลง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ผลปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ 77.0% เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว 16.5% ไม่เห็นด้วย และ 3.6% ไม่แน่ใจ

ผลกระทบจากประเด็นข้างต้น ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศปฏิบัติตามแนวความเชื่อนี้โดยการไม่ใช้จ่าย หรือใช้จ่ายน้อยลง แนวโน้มของการบริโภค และการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยจะลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจในภาพรวม กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่คนไม่ใช้จ่าย สินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายจะขายไม่ได้ สุดท้ายธุรกิจจะไม่ขยายธุรกิจ เศรษฐกิจชะลอลง อาจนำไปสู่การลดคนงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลต่อปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมต่อไป

ภาครัฐที่รับผิดชอบในการประยุกต์ใช้แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการประหยัด ว่าการประหยัดไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้จ่าย การประหยัดไม่ได้หมายถึงแค่การใช้จ่ายน้อยลง แต่หมายถึงการใช้จ่ายอย่างพอประมาณ มีเหตุผล เป็นต้น

2. เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่าในระบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรกู้เงิน ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ 50.87% เห็นด้วย 35.22% ไม่เห็นด้วย และ 13.91% ไม่แน่ใจ

จากผลการสำรวจนี้ สามารถพิจารณาได้ว่า คนส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง และตีความ “การพึ่งตนเอง” ว่า ตนเองมีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น ไม่ควรใช้เงินเกินความจำเป็น หรือใช้เงินมากเกินไป จนเป็นสาเหตุของการก่อหนี้

ในการดำรงชีวิตภายใต้แนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดของการไม่สร้างหนี้ ไม่มีการติดลบซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคง สำหรับประชาชนทั่วไป และการพึ่งตนเองได้ในเรื่องการจับจ่าย ใช้สอยในภาคประชาชนจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิดนี้ หากต้องการลงทุน หรือขยายกิจการเพิ่มเติม ก็ต้องใช้เงินออมของตนเอง ซึ่งก็จะทำให้ไม่มีการขยายกิจการถ้าหากไม่มีเงินทุนของตนเอง

คำนิยาม “การพึ่งตนเอง” ก็ต้องการความชัดเจน และกระจ่าง ทั้งด้านความหมาย และขอบข่ายการพึ่งตนเองว่า กว้างขวางแค่ไหน เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้มีแนวคิดที่ตรงกัน ประเด็นโต้แย้ง เป็นต้นว่า การที่เงินทุนไม่เพียงพอจำเป็นต้องกู้เงินหรือไม่ ถ้าผู้ประกอบการนั้นๆ ได้วิเคราะห์ความสามารถในการชำระคืน หรือวิเคราะห์ศักยภาพการดำเนินงานของตนแล้ว เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณา

3. เมื่อสอบถามว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเครดิตเห็นด้วยหรือไม่ เราพบว่า คนส่วนใหญ่ 61.7% เห็นด้วย 26.3% ไม่เห็นด้วย และ 12.0% ไม่แน่ใจ

ประเด็นการใช้บัตรเครดิต ถือเป็นประเด็นที่อาจจะมีการถกเถียงกันได้ง่าย กล่าวคือ บุคคลที่เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเครดิต เพราะเชื่อมโยงแนวคิดการมีบัตรเครดิตกับการสร้างหนี้สินให้กับตนเอง ความสะดวกของการมีบัตรเครดิต อาจทำให้หลายคนมีการตัดสินซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ขาดความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย การใช้บัตรเครดิตเป็นการนำเงินที่เราคาดว่าจะได้รับในอนาคตมาใช้ก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อถึงสิ้นเดือน หลายคนจึงจำเป็นที่จะต้องนำเงินไปชำระบัตรเครดิต จึงทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าการใช้บัตรเครดิต ถือเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ก็เพราะเห็นว่า บัตรเครดิตเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนบัตรเครดิตเปรียบเสมือนเงินสด ข้อดีของบัตรเครดิตมีเพียงแค่สามารถพกพาได้สะดวกและปลอดภัยกว่าเงินสดเท่านั้น ดังนั้น ถ้าหากเราซื้อสินค้าและมีความระมัดระวัง ตรวจสอบถึงยอดการใช้จ่ายตลอดเวลาและจ่ายเงินตรงเวลา ไม่ต้อง เป็นหนี้ การมีบัตรเครดิตและใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เปรียบได้กับการใช้จ่ายโดยใช้เงินสด

4. เมื่อถามว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงขัดต่อหลักของธุรกิจที่เน้นกำไรเห็นด้วยหรือไม่ พบว่า 39.9% เห็นด้วย 39.6% ไม่เห็นด้วย และ 20.4% ไม่แน่ใจ

จากผลการสำรวจในประเด็นนี้ จะเห็นได้ว่าคนยังคงมีความไม่มั่นใจว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้ธุรกิจมีกำไรได้หรือไม่ และถ้าธุรกิจมีกำไรถือว่าขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ แต่ถ้าพิจารณาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้ว ธุรกิจสามารถที่จะดำเนินธุรกิจให้เกิดกำไรได้ ดังนั้น จากผลการสำรวจที่มี ผู้ตอบว่า เห็นด้วย และไม่แน่ใจกว่า 60.0% แสดงถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือลังเล ไม่แน่ใจ

การที่บุคคลเข้าใจคลาดเคลื่อนคิดว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นขัดต่อหลักธุรกิจที่เน้นกำไร ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนประกอบธุรกิจในอนาคต

5. เมื่อถามว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า เศรษฐกิจพอเพียงสามารถจะนำเงินที่เก็บออมไปซื้อโทรศัพท์มือถือได้ เพราะเครื่องเก่าไม่ค่อยดี เราพบว่า คนส่วนใหญ่ 67.8% ไม่เห็นด้วย 22.3% เห็นด้วย และ 9.9% ไม่แน่ใจ

เมื่อวิเคราะห์ประเด็นคำถามนี้ จะเห็นได้ว่า การที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็เป็น เพราะเชื่อว่า โทรศัพท์มือถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย การนำเงินที่เก็บไว้ไปซื้อเครื่องใหม่ถือว่า ไม่พอประมาณ และอีกประการหนึ่งหลายคนมองว่า โทรศัพท์มือถือไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต

ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วย มองว่า การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือที่เก่า และไม่ค่อยดี โดยซื้อ เครื่องใหม่ที่ใช้เงินออมของตนเอง ไม่ขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเชื่อว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน

6. เมื่อถามว่า การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ขัดต่อเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ พบว่า คนส่วนใหญ่ 88.2% เห็นว่าขัด 11.8% เห็นว่า ไม่ขัด

โดยกลุ่มที่มองว่า เป็นการขัดต่อเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือ การประหยัด ไม่ควรซื้อสินค้าเกินความจำเป็น และควรซื้อเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยจึงเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ส่วนคนที่มองว่า ไม่ขัดนั้น ก็เพราะเห็นว่า การซื้อสินค้าของตนเอง ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองหรือผู้อื่น และตนเองก็มีเหตุผลในการซื้อสินค้านั้น

การมีความรู้ คือ เงื่อนไขสำคัญในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจดำเนินชีวิต และธุรกิจอย่างมีเหตุผล ดังนั้น คำถามหนึ่งที่สังคมไทยควรหาคำตอบเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ เราคนไทยเข้าใจปรัชญานี้ถูกต้องอย่างถ่องแท้แล้วหรือยัง เพื่อนบ้านในชุมชนของเราเข้าใจปรัชญานี้เหมือนกับเราหรือไม่ และผู้วางนโยบายเข้าใจสอดคล้องกับผู้ปฏิบัติหรือไม

ผลสรุปจากการสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงฉบับนี้ พบว่า คนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหนึ่ง แต่ความเข้าใจนั้น อาจมีแตกต่างกัน ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ จากการสำรวจในครั้งนี้

ปัญหานี้เป็นปัญหาขั้นพื้นฐาน แต่เป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง ต่อความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง เพราะการที่ประชาชนมีภาพเศรษฐกิจพอเพียงในใจที่แตกต่างกัน การบรรลุเป้าหมายย่อมเป็น ไปได้ยาก

ในวันจันทร์หน้า เราจะพาท่านไปพบกับผลการสำรวจการนำแนวคิดของ เศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันและทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจไทย.

ทีมเศรษฐกิจ


ข่าวประจำวัน : 12 February 2007
แหล่งที่มา ไทยรัฐ
อ่าน 251





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω