หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
320420 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 76
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7619
ข่าวประจำวัน : มุสาเจ็ดประการ เรื่องการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา

ผศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์

โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           

 

บทความนี้แปลจาก PhRMA's Seven Deadly Lies about Thai Compulsory Licenses ซึ่งเขียนโดย Brook K. Baker, Health GAP (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2007)

 

ตั้งแต่ประเทศไทยเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าโลกและใช้บทบัญญัติตามกฎหมายสิทธิบัตรของประเทศที่จะใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอชไอวีและหลอดเลือด 3 รายการ ผู้แทนกลุ่มบรรษัทยาข้ามชาติได้มีการให้ข้อมูลที่ทำให้สังคมเกิดความสับสนและอาจหลงเชื่ออย่างผิดๆ ได้ ดังมุสาเจ็ดประการและข้อโต้แย้งต่อไปนี้

 

การโกหก 2 ประการแรก : ผู้แทนกลุ่มบริษัทยาข้ามชาติ ซึ่งเป็นคนไทย กล่าวว่า “เราไม่เห็นว่าการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย หรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนไข้”

 

ความจริง           การใช้สิทธิผลิตของไทยถูกฎหมายในทุกแง่มุม (1) เป็นการสอดคล้องกับข้อตกลงการค้าโลกตามบทบัญญัติ 31(b) สิทธิเหนือสิทธิบัตรที่ดำเนินการอยู่บนเหตุผลด้านสาธารณสุข เป็นการดำเนินการโดยรัฐ และไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์การค้า ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเจรจาล่วงหน้ากับเจ้าของสิทธิบัตร (2) สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิบัตรของประเทศไทยที่ให้รัฐบาลมีอำนาจโดยชอบที่จะดำเนินการในสิทธิโดยไม่เป็นไปเพื่อการค้าและไม่ต้องเจรจาล่วงหน้าก่อน (3) ได้มีการกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนให้ร้อยละ 0.5 ของราคาขายไว้แล้ว

 

ความจริงประการที่ 2 การใช้สิทธิดังกล่าวเป็นความต้องการทั้งของผู้ป่วยและรัฐบาลไทย บริษัทเจ้าของยาต้านไวรัสปฏิเสธที่จะลดราคายาให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานของรายได้ คือต่ำกว่า 77,000 ~ 80,000 บาท ต่อคนไข้ต่อคนต่อปีทั้งที่มีการณรงค์เรียกร้องของคนไข้เอดส์อย่างจริงจังหลายครั้ง ไม่เพียงคนไข้และรัฐบาลไทยจะได้มียาไว้ใช้หรือให้บริการในราคาที่ต่ำกว่าครึ่งของราคายาของบริษัทที่เคยเสนอไว้ล่าสุด แต่ราคายาดังกล่าวที่ถูกลงจะทำให้เกิดการขยายความต้องการของผู้ใช้ยาที่มากพอจนถึงระดับเหมาะสมกับขนาดการผลิตของบริษัทยาของประเทศอินเดียและบริษัทผลิตยาของไทย

 

การโกหกประการที่สาม   โดยผู้แทนบรรษัทข้ามชาติ คนเดิมกล่าวว่า บรรษัทยาข้ามชาติได้ทำการวิจัยยาถึง 10 ปี แต่รัฐบาลไทยได้บังคับการใช้สิทธิ ถือเป็นการแย่งสิทธิ แย่งทรัพย์สินของบริษัทไป

 

ความจริง           สิทธิบัตรมิใช่ทรัพย์สินหรือสมบัติในความหมายทั่วไป แต่รัฐให้สิทธิพิเศษต่อผู้ผลิตก็เพื่อความสมดุล ระหว่างเจ้าของสิทธิบัตรกับสาธารณะ อย่างไรก็ตามการให้สิทธิดังกล่าวของรัฐบาลเป็นไปตามเจตนารมณ์และเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขให้มีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรได้ รัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรนับพันๆครั้ง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งรวมถึงการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยได้บัญญัติเรื่องการใช้สิทธิไว้ในกฎหมายสิทธิบัตรอย่างชัดเจน และบริษัทยาทุกบริษัทก็ได้รู้ถึงมาตรการดังกล่าวนับตั้งแต่ได้ขออนุญาตเอาประโยชน์จากสิทธิบัตรในประเทศไทย

           

“จะเป็นไปได้อย่างไรที่การอนุญาตให้เอาประโยชน์จากสิทธิบัตรโดยรัฐได้กลายเป็นสิทธิสมบูรณ์ที่ขัดขวางการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรที่มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย ? ”

 

 

การโกหกประการที่สี่       ผู้แทนบรรษัทยาข้ามชาติ คนเดียวกัน กล่าวว่า “ทุกเรื่องสามารถเจรจากันได้”

 

ความจริง           สำหรับบริษัทยาที่ดำเนินธุรกิจแบบผูกขาดแล้วทุกอย่างไม่เคยตกลงได้ด้วยการเจรจา บริษัทยาแห่งหนึ่งได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนกว่า 6 เดือนที่แล้วที่จะยืนราคา 77,000-80,000 บาท ต่อคนไข้ต่อปี จะมีการลดราคาลงได้ก็คือ ประเทศบราซิลที่ประกาศว่าจะมีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร แย่ไปกว่านั้นหากบริษัทยอมลดราคาลงมา บริษัทก็จะขอให้มีการสัญญาว่ารัฐของประเทศนั้นๆ จะต้องล้มเลิกความคิดในการแสวงหาแหล่งยาราคาถูกให้กับประเทศ โดยความหมายดังกล่าว ความต้องการที่แท้จริงของบริษัทยาข้ามชาติก็คือการหยุดยั้งการแข่งขันของผู้ผลิตยาชื่อสามัญ ลักษณะดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่าบริษัทยาจะลดราคาลงในประเทศขนาดใหญ่ที่มีระดับรายได้ปานกลาง (Middle income) หรือประเทศที่ทำตลาดได้ เช่น ไทย บราซิล แต่จะไม่ยินยอมลดราคาให้กับประเทศที่มีขนาดเล็กและยากจน เช่น ประเทศกัวเตมาลา

 

การโกหกประการที่ห้าและหก นายฮาวี เบลผู้แทนสหพันธ์ผู้ผลิตยาข้ามชาติกล่าวว่า “การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรจะเป็นช่องทางให้เกิดการทำธุรกิจแบบไม่ถูกต้องและจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วย” บริษัทยาที่ได้ถูกบังคับใช้สิทธิต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การใช้สิทธิดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพยา

 

ความจริง           กลายเป็นว่าการผูกขาดและการทำให้ยามีราคาแพงสุดโต่งมิใช่การค้าแบบไม่ถูกต้องแต่การสร้างแข่งขันและการทำให้ราคายาถูกลง กลายเป็นการส่งเสริมการค้าแบบไม่ถูกต้องกระนั้นหรือ ?

           

ช่างเป็นเรื่องที่ประหลาดเหลือเชื่อเหลือเกิน อุตสาหกรรมยาที่ร่ำรวยมหาศาลจากการวิจัยและพัฒนาซึ่งครอบครองกว่าร้อยละ 90 ของตลาดยาในโลก กำลังส่งเสียงต่อว่ากับการกระทำของผู้ผลิตยาชื่อสามัญที่ครอบครองตลาดยาในโลกเพียงร้อยละ 10

 

กล่าวสำหรับคุณภาพยา นายเบลได้ใช้คำวิจารณ์ซ้ำซากเดิมๆ ที่ว่า ยาสามัญด้อยคุณภาพ เขาละเลยที่จะกล่าวถึงความจริงที่ว่ายาอีฟาวาเรนซ์ชื่อสามัญหลายชนิดได้รับการยอมรับมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลกและยาชื่อสามัญสูตรเดียวกับคาเล็ทตราก็กำลังรอการอนุมัติการยอมรับดังกล่าวเช่นเดียวกัน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการยอมรับผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัส จำนวนมากมายหลายชนิดของบริษัทยาอินเดียส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ผลิตในบริษัทที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานตามแนวทางการผลิตที่ดี (GMP) กว่า 70 แห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย

 

การโกหกประการที่เจ็ด   ด้วยเรื่องราวการโกหกทั้งหมด การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาจะทำให้เกิดการถดถอยของแรงจูงใจที่จะคิดตัวยาใหม่ๆ

 

ความจริง           ทั่วทวีปเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นประเทศเดียว และยังรวมไปถึงแอฟริกาครอบครองตลาดยาเพียงร้อยละ 5.1 ของตลาดยาโลก จากข้อมูลของ INFORMATION MANAGE GROUP แม้ว่าตลาดยาของประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำจะเติบโตเร็วกว่าตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว แต่บริษัทยาข้ามชาติยังคงความกระตือรือร้นทางการตลาดที่จะขยายผลกำไรจากการค้าในตลาดยาขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และ ญี่ปุ่น ผู้ซึ่งรวมแล้วซื้อยาถึงเกือบร้อยละ 89 ของมูลค่าทั้งหมดที่เป็นตัวเงิน บรรษัทยาข้ามชาติยังอ้างอีกว่าการใช้สิทธิจะไปกระทบกับแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนาแต่กลับไม่ยอมรับว่าการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรไม่มีวันเลยที่จะกระทบต่อสถานะการผูกขาดกำไรในตลาดยาของประเทศร่ำรวย

 

เป็นเรื่องตลกร้ายที่ตลาดที่มีขนาดเล็กจิ๋วกระจิดริดของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจของการวิจัยผลิตยา

           

นักสื่อสารมวลชนที่ติดตามเรื่องการใช้สิทธิในประเทศไทยควรจะเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังกับผู้ให้ข้อมูลของบรรษัทยาข้ามชาติให้มากขึ้น ทดแทนการที่จะทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดข้อความที่เลื่อนลอยของบรรษัทยาข้ามชาติที่กล่าวโจมตีเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิอย่างไม่ถูกต้อง และเพื่อความสมดุลเป็นธรรมแล้ว อย่างน้อยที่สุดนักสื่อสารมวลชนควรจะเผยแพร่สาระข่าวสารที่วิพากษ์โต้แย้งข้อมูลที่ไม่ตรงความจริงของบรรษัทยาข้ามชาติเหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรของประเทศไทย

 

00000

E-DRUG: PhRMA's Seven Deadly Lies about Thai Compulsory Licenses
----------------------------------------------------------

PhRMA's Seven Deadly Lies about Thai Compulsory Licenses
Brook K. Baker, Health GAP
Feb. 1, 2007

As Thailand issues more TRIPS- and Thai-compliant compulsory licenses for
AIDS and heart treatment, the drug industry is unleashing an ever more
strident disinformation campaign.

Lies Number One and Two - Abbott: "We do not view [the compulsory license
on Kaletra] legal or in the best interest of patients" says Melissa Brotz,
spokeswoman for Abbott.

Truth: Thailand's compulsory license on Kaletra is lawful in every
respect: (1) it is a fully TRIPS-compliant Article 31(b) license issued on
valid public health grounds and for government, noncommercial use, which
requires no advance negotiation with the patent holder; (2) it is fully
complaint with Thai law which directly authorizes government, noncommercial
use licenses without prior negotiation; and (3) it sets a royalty at .5% of
the sale price.

Likewise,
Thailand's compulsory license is in the best interest of both
patients and the Thai government. Abbott has systematically refused to
lower its middle-income discount price below $2200/patient/year despite
multiple protests by AIDS patients and their advocates. Not only will
Thailand and its patients be able to access Kaletra at half the cost of
Abbott's firmly-held, best-and-last-offer price, but the costs of such
medicines will undoubtedly fall as greater and more secure demand creates
economies of scale for Indian and eventually Thai generic producers.

Lie Number Three - Teera Chakajnarodom, Thai Pharmaceutical Research and
Manufacturers Association: "After the company does 10 years of research,
and then suddenly the Thai government would like to impose the compulsory
license, taking away their property, their assets."

Truth: Patents are not "property" in the traditional sense - they are
government granted rights that are intended to balance the interests of
innovators and the public at large, and which are granted by governments
with many express and implied conditions, including the right to issue
compulsory licenses. Governments around the world, including the
United
States
, have issued thousands of compulsory licenses since the late
nineteen century, including on pharmaceutical products. Moreover,
Thailand
had its compulsory license law on the books when all three companies,
Merck, Abbott, and Sanofi-Aventis, filed their patent claims in
Thailand.
How exactly was a patent granted by government, but only subject to its
rights to issue a compulsory license, suddenly transformed into an absolute
right that is violated when a license is actually issued?

Lie Number Four - Teera Chakajnarodom, Thai Pharmaceutical Research and
Manufacturers Association: "Everything is negotiable."

Truth: For monopoly-based drug companies, everything isn't negotiable.
Abbott has flatly refused for nearly six months to lower its $2200/year
mid-tier price for Kaletra. (It did so in
Brazil only because of Brazil's
drawn-out threat to issue its own compulsory license.) Moreover, even when
negotiating deeper discount prices, drug companies frequently extract
promises that countries will refrain from seeking other cheaper sources of
supply. In this context, drug companies are mainly interested in
preventing generic competition. Paradoxically, in pursuing the
generic-freeze-out option, drug companies will occasionally give
concessions to bigger middle-income countries that "make the market" - like
Thailand and Brazil - even though they would not do so for smaller and
poorer countries like
Guatemala.

Lies Number Five and Six - Harvey Bale, International Federal of
Pharmaceutical Manufacturers and Association: "Compulsory licensing can be
a route to commercial abuse and can put patients at risk." Merck, Abbott,
and Sanofi-Aventis also warn that overriding patents risks jeopardizing
quality.

Truth: Monopolies and excessive pricing are not commercial abuse, but
competition and lower prices are - go figure. For the hugely rich, R&D
drug industry (more than 90% of the global pharmaceutical market) to
complain about commercial abuse by generic producer (less than 10% of the
global pharmaceutical market) is deeply ironic.

In terms of product quality, Bale roll outs out another old chestnut -
"generics are inferior." He neglects to mention that multiple generic
versions of efavirenz have received pre-qualification at the WHO. (Note:
generic versions of Kaletra are still awaiting pre-qualification).
Similarly, the U.S. FDA has approved dozens of
India anti-retroviral
products, producing them in some of the 70 FDA/GMP-approved pharmaceutical
plants in
India.

Lie Number Seven - all of the above, compulsory licenses will reduce
incentives for innovation.

Truth: All of
Asia (except Japan) and all of Africa comprise only 5.1% of
the global pharmaceutical market according to Information Management Group.
Even though low- and middle-income markets are growing faster that
developed country markets, drug companies continue to make that vast bulk
of their profits off of sales in the
U.S., Canada, Europe, and Japan, which
collectively buy nearly 89% of drugs by dollar volume. Drug companies
always argue that compulsory licenses interfere with their R&D incentives,
but they never admit that developing C.L.s never affect their monopoly
profits in rich country markets. How can South and
Southeast Asia's
infinitesimal share of the global market really affect R&D incentive?

Journalists covering the Thai compulsory license stories should begin to
ask real questions to drug company representatives instead of acting as
PhRMA press agents by simply reproducing their patently false assertions.
For balance, journalists should also at least occasionally present the
countervailing and easily accessible fact-based refutations of PhRMA's
misrepresentations.

Brook Baker
Health Gap
B.Baker@neu.edu
_______________________________________________




ข่าวประจำวัน : 12 February 2007
แหล่งที่มา ประชาไท
อ่าน 285





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω