หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
097197 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 56
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7630
ข่าวประจำวัน : สมุนไพรไทย พระเอกตลอดกาลเสริมความงาม รักษาโรค

          ในศักราชใหม่ 2550 นี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสมุนไพรไทย ด้วยการอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ มาพัฒนา สารสกัดสมุนไพร โดยศูนย์พัฒนายาไทยและสมุนไพร สมุนไพรที่จะนำมาสกัดครั้งนี้  มีทั้งสมุนไพรเดี่ยว และสมุนไพรในตำรับยาไทย ประกอบด้วย 1.สารสกัดตำรับยาไทยพิกัดตรีกฏุก ซึ่งมีตัวยา 3 ชนิด ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี 2.สารสกัดสมุนไพรเดี่ยว ได้แก่ ว่านหางจระเข้ 3.สารสกัดสมุนไพรน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ ข่า  แฝกหอม


          พิกัดตรีกฏุกเป็นยาไทยหนึ่งในพิกัดตรี ที่ประกอบด้วยตัวยาสามชนิด คือ เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย และดอกดีปลี โดยมีปริมาณน้ำหนักของตัวยาทั้งสามชนิดเท่ากัน ตามตำรายาไทย ตรีกฏุกเป็นยาที่รวมของเผ็ดร้อนสามชนิด ช่วยในการแก้วาตะ เสมหะ ปิตตะ ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน  ตัวยาแต่ละชนิด มีสรรพคุณดังนี้


          เหง้าขิงแห้ง มีรสเผ็ดขม ทำให้ผิวหนังสดชื่น ขับลม ช่วยให้หลอดคอโปร่ง ฆ่าพยาธิ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ไอ หอบ ช่วยขับปัสสาวะและบำรุงธาตุ


          เมล็ดพริกไทย มีรสเผ็ด ร้อน เป็นเครื่องเทศที่ช่วยในการแต่งกลิ่นอาหารและช่วยในการถนอมอาหาร นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นยารักษาอาการปวดกระเพาะอาหาร แก้ลมอัมพฤกษ์ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

  
          ดอกดีปลี มีรสเผ็ดร้อนขม ใช้แก้ปถวีธาตุพิการ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้ แก้หืดไอ แก้ลมวิงเวียน แก้หลอดลมอักเสบ ขับระดู ขับพยาธิ ใช้ภายนอกช่วยแก้ปวดกล้ามเนื้อ รักษาอาการอักเสบ


          จากสรรพคุณทางยาของสมุนไพรทั้งสามชนิด สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารสกัดเพื่อใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งภายในและภายนอกได้หลายชนิด เช่น  ใช้ในสปาเป็นน้ำมันนวดเพื่อให้ผิวสดชื่น คลายความเมื่อยล้า ใช้ผสมเป็นสารสกัดอัดเม็ด  เพื่อใช้เป็นยาช่วยสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือใช้ผสมในสูตรตำรับยาสตรีร่วมกับว่านชักมดลูก เป็นต้น


          ว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis)  เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยวเรียงรอบต้น อวบน้ำมาก  มีสีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม  ภายในมีวุ้นใส โดยใต้ผิวสีเขียวจะมีน้ำยางสีเหลือง วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีหลายชนิด เช่น อล็อกติน เอ อล็อกติน บี ซึ่งเป็นสารประเภทกลัยโคโปรตีน และสารอื่นๆ อีกมาก ยางที่อยู่ในใบว่านหางจระเข้ มีสารชื่อว่า แอนทราควิโนน มีฤทธิ์ขับถ่าย  เช่น อโลอิน และ อโลอิโนไซด์ (aloin and aloinoside) ใช้ทำเป็นยาดำ  


          มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นในใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานแผลได้ด้วย แต่การพัฒนาให้ได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผสมว่านหางจระเข้ที่มีคุณภาพ  จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพสาระสำคัญ  


          ถึงแม้ว่าจะมีเกษตรกรปลูกว่านหางจระเข้อยู่จำนวนหนึ่งในประเทศไทยและสามารถหาว่านหางจระเข้สดได้ตลอดทั้งปีก็ตาม แต่การพัฒนาให้ได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผสมว่านหางจระเข้ที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพสารสำคัญในว่านหางจระเข้  เป็นต้นว่า หากต้องการนำว่านหางจระเข้มาทำเป็นยาระบาย  ก็ควรทำการควบคุมปริมาณอโลอินและอโลอิโนไซด์ในสารสกัด และทำการคัดเลือกกรรมวิธีการสกัดที่เหมาะสมที่จะให้ค่าสารสำคัญปริมาณสูงสุด  หรือการพัฒนาสารสกัดว่านหางจระเข้เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง  ก็ทำการควบคุมปริมาณโพลีแซคคาไรด์หรือ คาร์โบไฮเดรตรวมในสารสกัด  เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดมีคุณภาพเท่าเทียมกันทุกการผลิต รวมถึงการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากเปลือกว่านหางจระเข้


          ข่า (Languas galangal) เป็นพืชที่ มีลำต้นที่อยู่ใต้ดิน เรียกว่าเหง้า เนื้อในมีสีเหลืองกลิ่นหอม เฉพาะลำต้นที่อยู่เหนือดินสูงได้ 2 เมตร ลักษณะใบมีสีเขียวอ่อนสลับกัน รูปร่างรียาว ปลายแหลม ออกดอกเป็นช่อ สีนวลขาว  


          เหง้าข่า มีรสเผ็ด ใช้ขับลม โดยใช้เหง้าแก่ของข่าสดหรือแห้ง ขนาดเท่าหัวแม่มือต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กลากเกลื้อน  เอาเหง้าข่าแก่ล้างน้ำให้สะอาดฝานออกเป็นแว่นบางๆ หรือทุบให้แตก เอาไปแช่เหล้าโรงทิ้งไว้ 1 คืน ใช้สำหรับทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนจนหายเป็นปกติ


          น้ำมันหอมระเหยในเหง้าข่า ประกอบไปด้วยสารหลักคือ ซินนาเมต (cinnamate), ซินเนโอล (cineol),  ยูจีนอล  แคมเฟอร์ (eugenol camphor), ไพเนเนส (pinenes) เป็นต้น  น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าข่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย และขับลม  


          ดังนั้น.... น้ำมันหอมระเหยจากข่าจึงเหมาะที่จะนำมาทำผลิตภัณฑ์รักษาโรคผิวหนังชนิดต่างๆ เช่น  สิว ผิวหนังอักเสบ กลากเกลื้อนและผลิตภัณฑ์ยาบรรเทาอาการปวดบวม  ฟกช้ำเป็นอย่างดี


          แฝกหอม (Vetiveria zizaniodes) เป็นไม้ล้มลุกเนื้อหอม คล้ายหญ้าคา ลักษณะใบสีเขียวเล็กยาวปลายแหลม สองข้างมีคม มีกลิ่นหอมร้อน เกิดตามพื้นที่ลุ่มต่ำแฉะ  มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อินโดจีนและประเทศในแถบเขตร้อน  รากแฝกหอมใช้ขับลมในลำไส้  แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ  ใช้เป็นยาแก้ไข้


          แฝกหอมมีสาระสำคัญ ในส่วนของน้ำมันหอมระเหยเป็นสารจำพวก กรดเบนโซอิกและสารจำพวกเทอร์ปีนหลายชนิด  เช่น เวติเวอรอล (vetiverol) อัลฟาเวติโวนและเบต้าเวติโวน (-vetivone) และ (-vetivone) เป็นต้น  ซึ่งน้ำมันหอมระเหยของแฝกหอมมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น บรรเทาอาการสิวอักเสบ ลดความมันบนผิวหน้า  บรรเทาอาการอักเสบและบวม  บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  และใช้ในการแพทย์ทางเลือกโดยเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในสุคนธ์บำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) สำหรับอาการนอนไม่หลับ (insomnia) ใช้คลายเครียด (stress)  และใช้เป็นสารตรึงกลิ่นในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนั้นน้ำมันหอมระเหยจากแฝกหอม จึงเหมาะที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผิวหนังและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสปาเป็นอย่างดี


          การส่งเสริมการปลูกแฝกหอมเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีการศึกษาการปลูกที่ดีในลักษณะให้ความเจริญอยู่ที่รากและเก็บเกี่ยวได้ง่าย เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่เก็บส่วนของรากมาสกัด รวมถึงจะต้องมีการศึกษาวิธีการกลั่นน้ำมันหอมระเหยให้มีคุณภาพ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่อไป


          สำหรับกระแสการตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรในขณะนี้นับว่าดีมาก เนื่องจากประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพและให้ความสำคัญกับสมุนไพรมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจการพัฒนาและสกัดสมุนไพรเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคและเครื่องสำอางในยุคนี้รุดหน้าไปมากจึงทำให้มีการฉวยโอกาสแอบอ้างสรรพคุณสมุนไพรเกินจริงและอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ ดังนั้นก่อนจะซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชนิดใดๆ ก็ตามต้องสังเกตฉลากและศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนรอบข้าง

ข่าวประจำวัน : 12 February 2007
แหล่งที่มา บ้านเมือง
อ่าน 1210





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω