หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
986086 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 55
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7639
ข่าวประจำวัน : เพื่อการเข้าถึงยา สำหรับทุกคน



โดย นายพอล คอว์ธอร์น ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน-เบลเยียม (ประเทศไทย)



ก้าวที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา เพื่อรับรองว่าคนไทยจะได้เข้าถึงยาช่วยชีวิตด้วยการออกมาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ 3 ฉบับเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไร (public non-commercial use) ทำให้เกิดการคัดค้านอย่างรุนแรงจากบริษัทและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทย และระหว่างประเทศ

องค์การหมอไร้พรมแดน (MSF) ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด อยากจะถือโอกาสนี้สนับสนุนความกล้าหาญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้

สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดสินใจดำเนินการนั้น เป็นการปฏิบัติที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรสำหรับยา 3 ชนิด คือ ยาเอฟฟาไวเรนซ์ (efavirenz) หรือชื่อทางการค้าว่า สต๊อคริน (Stocrin) ผลิตโดย บริษัท เมิร์ค ยาโลพินาเวีย/ริโทนาเวีย (lopinavir/ritonavir) หรือ ชื่อทางการค้าว่า คาเลตตร้า (Kaletra) ผลิตโดยบริษัทแอบบอท และ ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) หรือชื่อทางการค้าว่า พลาวิกซ์ (Plavix) ผลิตโดยบริษัท ซาโนฟิ อะเวนติส และบริสตอล มายเออร์ สควิบบ์

ด้วยมาตรการบังคับใช้สิทธิที่รัฐมนตรีสาธารณสุขได้ประกาศใช้นั้น จะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ยาชื่อสามัญราคาถูกเพื่อรักษาผู้ป่วยที่อยู่โดยหลักประกันสุขภาพของรัฐ ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ โดยที่หลักประกันสุขภาพเหล่านี้ไม่ต้องล้มละลาย เพราะให้บริการรักษาฟรีแก่คนไทยหลายล้านคน

อุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐ โกรธแค้นอย่างยิ่งกล่าวหาประเทศไทยกำลัง "ขโมย" ทรัพย์สมบัติของพวกเขา และกำลังจะรักษาผู้ป่วยคนไทยด้วย "ยาลอกเลียนแบบ"

อุตสาหกรรมยาข้ามชาติกล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขของไทย ได้ "ละเมิด" กฎขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยการไม่เจรจาต่อรองกับบริษัทยาเพื่อการตกลงราคายา "ที่ยุติธรรม" สำหรับยาติดสิทธิบัตรเหล่านี้ ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ บริษัทยาเหล่านี้อ้างว่าความตกลงทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์) จำกัดการบังคับใช้สิทธิกับโรคเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรคเท่านั้น

การออกมาตรการบังคับใช้สิทธิถูกตั้งข้อหาว่ากำลังสร้างความวิตกกังวล "แก่ผู้บริหารด้านการเงินและการตลาดทั่วโลก" และสร้างความเสี่ยงแก่ประเทศไทย "ให้กลายเป็นแกะดำในวงการการค้าระหว่างประเทศ"

มาถึงตอนนี้ เรามาดูข้อเท็จจริงกัน รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขไม่ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ของ WTO แต่อย่างใด และการกระทำครั้งนี้ยังเป็นไปตามข้อเสนอแนะนำของธนาคารโลกจากรายงาน "เศรษฐศาสตร์ของการรักษาเอดส์อย่างมีประสิทธิภาพ" (The Economics of Effective AIDS Treatment) เมื่อปี 2549 ที่ระบุว่ามาตรการบังคับใช้สิทธิเป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดภาระทางด้านการเงินในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์กว่าแสนคนของไทย

รัฐบาลไทยได้วางแผนนำเข้ายาชื่อสามัญจากประเทศอินเดียจากแหล่งผลิตยาที่ได้ผ่านการตรวจสอบและประกันคุณภาพแล้ว และทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการประชุมกับบริษัทยาเพื่อต่อรองราคายาที่จะซื้ออย่างสม่ำเสมอกับบริษัทแอบบอท (Abbott) เจ้าของสิทธิบัตรยาคาเลตตร้าซึ่งมียอดขายเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจต่อรองน้อยมากที่จะทำให้ราคายาลดลง

ด้วยการใช้มาตรา 31 ของข้อตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลกที่ระบุให้กระทรวงสาธารณสุขยกเลิกสิทธิบัตรเพื่อใช้ยาชื่อสามัญอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งสิ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างเดียว คือ "แจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตรรับทราบโดยไม่ชักช้า"

ปฏิญญาขององค์การการค้าโลกที่ได้รับการรับรองจากสมาชิกในการประชุม ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อปี 2544 ระบุชัดเจนว่า "ประเทศสมาชิกยืนยันว่า ความตกลง TRIPS ควรตีความและนำไปปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการสนับสนุนสิทธิของประเทศสมาชิก/ส่งเสริมการเข้าถึงยาของประชาชนโดยรวม"

การบังคับใช้สิทธิ ไม่ใช่แค่ความพยายาม "ที่จะบังคับให้อุตสาหกรรมยายักษ์ใหญ่มาขึ้นโต๊ะเจรจา" แต่เป็นความพยายามเปิดตลาดให้ยาชื่อสามัญมีโอกาสแข่งขัน และดันราคายาให้ลดลงในระดับที่คนทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดสามารถซื้อหาได้

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยได้ทำให้เป็นตัวอย่างในการแสดงให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนในประเทศทุกคนสามารถเข้าถึงยาได้ถ้าความพยายามที่กล้าหาญครั้งนี้ล้มเหลวบริษัทข้ามชาติจะเข้ามายึดครอง-ควบคุมการมีชีวิต และการอยู่ดีมีสุขของคนจนหลายล้านคน และจะไม่มีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใดจะกล้าใช้สิทธิอันชอบธรรมในการบังคับใช้สิทธิเช่นนี้อีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นบุคคลที่ยึดมั่นอยู่ในหลักการที่ให้สิทธิของคนไทยเข้าถึงยาช่วยชีวิตเหนือกว่าผลประโยชน์ทางการค้า ณ ขณะนี้ แรงกดดันให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องถอยหลัง และก้มหัวให้กับแรงกดดันทางการเมืองเป็นเรื่องใหญ่

ไม่เพียง นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมควรได้รับแรงสนับสนุนจากคนไทยเท่านั้น แต่ยังควรจะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติอีกด้วย

หน้า 10


ข่าวประจำวัน : 13 February 2007
แหล่งที่มา มติชนรายวัน
อ่าน 275





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω