หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
986086 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 62
 
SELECT * FROM tabnews Where Id= 7661
ข่าวประจำวัน : การบังคับใช้สิทธิคืออะไร? ทำไมต้องบังคับใช้สิทธิ?

โดย ภก.สรชัย จำเนียรดำรงการ



ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมา คำว่า "บังคับใช้สิทธิ" ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้น ได้ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง บ้างก็อ่านเลยไปเพราะไม่เข้าใจ บ้างก็เข้าใจไปว่ากระทรวงสาธารณสุขไปละเมิดสิทธิของบริษัทยา ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้ที่ถูกต้องนั้น เป็นสิทธิของกระทรวงสาธารณสุข หรือเป็นสิทธิของกระทรวง ทบวง กรมใดๆ ก็ตาม

การบังคับใช้สิทธิแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Compulsory Licensing แฝงนัยของความไม่เต็มใจนักจากฝั่งเจ้าของสิทธิบัตร ซึ่งมีอีกคำหนึ่งที่แสดงความเต็มใจของเจ้าของสิทธิบัตร ก็คือ Voluntary Licensing แปลว่า การให้สิทธิโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตาม "การบังคับใช้สิทธิ" ที่ดูเหมือนมีการใช้อำนาจเข้าบังคับ ก็มิใช่การละเมิดกฎหรือกติกา ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

ระบบสิทธิบัตรเบื้องต้นมีกติกาอย่างไร ?

ระบบสิทธิบัตร มีไว้เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นที่เป็นประโยชน์ ด้วยการให้สิทธิผูกขาดตลาด สามารถจำหน่ายสินค้าการประดิษฐ์นั้นได้แต่เพียงผู้เดียว ปราศจากการแข่งขัน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าต้องเปิดเผยการคิดค้นหรือกรรมวิธีแห่งการประดิษฐ์ให้ผู้อื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอด หรือนำไปผลิตเมื่อหมดอายุสิทธิบัตรซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินน้อยลงเนื่องจากสิ้นสุดการผูกขาดและเกิดการแข่งขันในตลาด

การถ่วงดุลอำนาจในระบบสิทธิบัตรเป็นอย่างไร?

เมื่อให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าของสิทธิบัตรเจ้าของมีอำนาจที่จะกำหนดราคาสูงเท่าใดก็ได้ จึงดูเหมือนว่าผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพหรือชีวิตของผู้บริโภค (แพงเท่าใดก็ต้องซื้อเพื่อรักษาสุขภาพหรือชีวิตของตนเอาไว้) ดังนั้น กติกาสากล โดยเฉพาะที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลก ประเทศสมาชิกจึงตกลงร่วมกันว่าประเทศผู้เสียเปรียบต้องได้รับข้อผ่อนปรน ( Flexibilities) เพื่อต่อสู้กับการใช้อำนาจเกินพอดีของเจ้าของสิทธิบัตร โดยเฉพาะสินค้าด้านการสาธารณสุข เช่น ยา เป็นต้น การใช้ข้อผ่อนปรนนั้นๆ เช่น (ในที่นี้ขอยกตัวอย่างในกรณีของ "ยา") ถ้ายานั้นแพงมาก ทำให้ประเทศยากจนไม่สามารถมีกำลังซื้อได้ ทำให้มีปัญหาต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ประเทศนั้นอาจไม่ให้สิทธิพิเศษในการผูกขาดตลาดแก่เจ้าของสิทธิบัตร ด้วยการเข้าใช้สิทธิในการผลิต (หรือมอบให้ผู้อื่นผลิต) หรือนำเข้ายาที่ราคาถูกกว่าได้ เพื่อทำให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงยานั้นได้มากขึ้น การใช้ข้อผ่อนปรนนี้หรือการเข้าใช้สิทธิในสิทธิบัตร เรียกว่าการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licensing) ถ้าเป็นการใช้โดยรัฐก็นิยมเรียกว่า Government Use

ระบบสิทธิบัตรเริ่มต้นที่ทริปส์ ตามมาด้วยปฏิญญาโดฮา

ข้อตกลงหนึ่งที่สำคัญในเวทีองค์การการค้าโลก ก็คือ ข้อตกลงทางการค้าที่ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (Agreement on Trade-Related Aspect of Intellectual Property Rights : TRIPs agreement) หรือเรียกย่อๆ ว่าข้อตกลงทริปส์ ซึ่งสิทธิบัตรคือส่วนหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อตกลงทริปส์ มาตรา 31 ระบุว่า การทำความตกลงขอใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิบัตรจะได้รับการยกเว้น หากประเทศสมาชิกมีกรณีฉุกเฉินของชาติ หรือภาวะที่เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มิใช่เชิงพาณิชย์ ต่อมาได้มีการพัฒนาข้อตกลงทริปส์ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านสาธารณสุขที่กระทำขึ้นที่เมืองโดฮาและเรียกว่าปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration) ระบุไว้ว่า ประเทศสมาชิกมีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุข โดยเฉพาะการส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ด้วยการบังคับใช้สิทธิ และประเทศสมาชิกมีเสรีภาพในการอ้างเหตุผลความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้สิทธิพร้อมกำหนดว่าสถานการณ์เช่นไรที่เป็นกรณีฉุกเฉินของชาติ หรือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่สำคัญคือ ให้เข้าใจตรงกันว่าวิกฤตสาธารณสุขที่รวมถึงโรคเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และโรคระบาดอื่นๆ ถือเป็นกรณีฉุกเฉินของชาติ หรือเป็นเรื่องเร่งด่วนได้

กฎหมายไทยเป็นอย่างไร?

ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกมีข้อตกลงร่วมกันว่าประเทศสมาชิกจะต้องปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับกติกาในเวทีองค์การการค้าโลก ดังนั้นประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกจึงมีข้อกฎหมายที่สอดคล้องกับทริปส์ด้วย โดยเฉพาะในมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร คือ เรื่องการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐหรือ Government Use โดยแท้

มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ระบุว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะ กระทรวง ทบวง กรม อาจใช้สิทธิตามสิทธิบัตรใดๆ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน เจตนารมณ์ของกฎหมายส่วนนี้มีความชัดเจนว่ากิจการใดที่มิได้มุ่งหวังประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะกิจการสาธารณประโยชน์ของภาครัฐ เช่น บริการสาธารณสุข รัฐสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้โดยชอบธรรม (เช่น สิทธิในการผลิตหรือนำเข้ายาที่ติดสิทธิบัตรที่มีราคาถูกกว่า หรือมอบให้ผู้อื่นใช้สิทธิแทนก็ได้)

มีประเทศใดบ้าง ที่มีการบังคับใช้สิทธิหรือเตรียมการบังคับใช้สิทธิ ?

จากการศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ พบว่ามีประเทศที่มีการบังคับใช้สิทธิ ตั้งใจจะบังคับใช้สิทธิ และที่แจ้งว่าจะบังคับใช้สิทธิแล้วมีผลให้เจ้าของสิทธิบัตรลดราคาลงมาอย่างฮวบฮาบ มีดังนี้ :- จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลี ไต้หวัน แซมเบีย โมแซมบิก แอฟริกาใต้ แคเมอรูน กินี กานา อีริเทรีย อิสราเอล สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา โดมินิกันรีพับลิค ชิลี เปรู บราซิล อังกฤษ เยอรนี ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี

สรุป

ดังนั้น การบังคับใช้สิทธิจึงเป็นเรื่องที่ชอบธรรม เป็นอำนาจต่อรองของประเทศผู้บริโภคเป็นมาตรการที่ประเทศผู้เสียเปรียบในเชิงการค้ามีสิทธิที่จะเลือกใช้เพื่อคุ้มครองการสาธารณสุข เมื่อยาของคุณราคาแพงเกินไป เราก็ไม่ให้สิทธิผูกขาดตลาดแก่คุณ เพื่อเปิดโอกาสให้มียาราคาถูกกว่าเข้ามาในตลาด ที่สำคัญคือ เป็นมาตรการที่กำหนดไว้ในกติกาสากลและกฎหมายของประเทศ

จะสังเกตได้ว่าเราไม่บังคับใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า "ลิขสิทธิ์" เขาใช้กับ หนังสือ บทประพันธ์ เพลง ภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นความบันเทิง ผู้ผลิตจะขูดรีดอย่างไรก็ได้ เราอาจมีอำนาจต่อรองอย่างมากที่สุดก็คือ "ไม่ซื้อ" แต่สำหรับยาซึ่งเป็นสินค้าเชิงคุณธรรม ที่ประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้มีการขูดรีดกัน เพราะหากมีราคาแพงจนกระทั่งเข้าถึงยาก นั่นหมายถึงชีวิตกับความตายหรือความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมในกรณีของโรคระบาดอีกด้วย ดังนั้น อย่าเอาไปปะปนกับเรื่องของลิขสิทธิ์ จะทำให้หลงทิศได้

หน้า 10


ข่าวประจำวัน : 14 February 2007
แหล่งที่มา มติชนรายวัน
อ่าน 375





ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω