หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
219319 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 87
 
ข่าวประจำวัน : เตือนระวังอันตราย รถเร่ขายสมุนไพร

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าววานนี้ (1 เม.ย.) ว่า จากการออกตรวจราชการในต่างจังหวัด ได้รับรายงานจากอาสาสมัครสาธารณสุขว่า ขณะนี้ในพื้นที่ในแถบชนบทจะมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ วิ่งไปเร่ขายสมุนไพรตากแห้งพร้อมปรุงเป็นยาหม้อและยาสมุนไพรต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำในรูปบดเป็นผง ใช้ ผสมน้ำกิน และยาลูกกลอน อ้างสรรพคุณรักษาโรคได้ หลายอย่าง และจะวิ่งไปขายตามหมู่บ้านต่างๆ มักจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคที่ชาวชนบทเป็นกันบ่อย เช่น ปวดเมื่อย ไม่มีแรงทำงาน โดยพ่อค้าเหล่านี้มักจะใช้วิธีการขายแนวใหม่ โดยให้ชาวบ้านกินทดลองก่อน แล้วจะเก็บเงินสิ้นเดือน หากไม่ได้ผลก็จะไม่เก็บเงิน สร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือให้ชาวบ้านมากขึ้นไปอีก

“พ่อค้าสมุนไพรรถเร่เหล่านี้ มักจะตีสนิทและอ้างตัวว่ามาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอื่นๆ และบอกเล่าสรรพคุณของสมุนไพรว่ามีสรรพคุณดี รักษาโรคได้หลายอย่าง ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อและซื้อมากินโดยไม่รู้ถึงอันตราย ช่วงต้นปีนี้ได้รับรายงานว่า มีชาวบ้านที่หมู่ที่ 22 บ้านสันติสุข และหมู่ที่ 16 บ้านตลุง อยู่ติดกันในตำบลดอนแสลบ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี จำนวน 17 ราย เกิดอาการผิดปกติ หลังซื้อยาสมุนไพรลูกกลอนจากรถเร่ในหมู่บ้านไปกิน ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลบ่อพลอยและโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ทุกรายมีอาการเหมือนกันคือ ง่วงซึมอย่างเฉียบพลัน หน้ามืด และลืมตาไม่ขึ้น” นพ.ปราชญ์กล่าวและว่า จากการสอบสวนหาสาเหตุของโรคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พบว่า ก่อนที่ชาวบ้านจะป่วย 1-2 สัปดาห์ มีชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคเบาหวาน ได้ซื้อยาลูกกลอนจากรถเร่ขาย อ้างสรรพคุณว่าเป็นยาแก้ปวดเมื่อย รักษาเบาหวานและอาการต่างๆได้หลายชนิด หลังกินยาแล้วรู้สึกมีอาการดีขึ้น หายปวดเมื่อย ทำงานได้ ชาวบ้านรายนี้จึงบอกต่อๆกัน และต่อมารถเร่รายเดิมได้นำยามาขายให้ชาวบ้านมี 3 ชนิด คือ ยาลูกกลอน ยาทาชนิดน้ำ และยาผงละลายดื่ม ซึ่งมีลักษณะเป็นผง ไม่มีกลิ่น มีรสขม และได้นำยาผงที่อวดอ้างสรรพคุณรักษาสารพัดโรคมาละลายน้ำใส่แก้วให้ชาวบ้านทดลองดื่ม โดยผสมยาผงประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว มีชาวบ้านดื่มทั้งหมด 17 ราย หลังดื่ม 2-3 นาที ทุกรายมีอาการง่วงซึมอย่างเฉียบพลัน หน้ามืด ลืมตาไม่ขึ้น

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวอีกว่า ญาติของผู้ป่วยได้สอบถามผู้ขายถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ได้รับคำตอบว่า อาการดังกล่าวเป็นอาการปกติ เมื่อผู้ป่วยตื่นขึ้นมาจะมีอาการดีขึ้นเอง หลังจากนั้นผู้ขายได้หลบหนีไป ซึ่งหลังจากที่ผู้ป่วยตื่นและกลับไปพักที่บ้านประมาณ 2-3 ชั่วโมง อาการยังไม่ดีขึ้น ญาติจึงนำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาล และอาการหายเป็นปกติ ซึ่งทางโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างน้ำในกระเพาะอาหาร

ยาลูกกลอน และยาทา ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่าตรวจพบสารสเตียรอยด์ ชนิดเด๊กซ่าเมทาโซน (Dexa methazone) และเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ส่วนการป้องกันภัยจากรถเร่ขายสมุนไพร ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รู้เท่าทันถึงอันตรายของยาจากรถเร่ และขอความร่วมมืออาสาสมัครสาธารณสุข 800,000 คน ช่วยกันสอดส่องเฝ้าระวัง หากพบรถเร่ ขอให้แจ้งประสานงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจับกุมลงโทษได้เลย เนื่องจากการเร่ขายยา จัดเป็นการขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต มีบทลงโทษตามมาตรา 111 จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงสารสเตียรอยด์ว่า สเตียรอยด์เป็นยาที่มีผลต่อระบบต่างๆในร่างกายแทบทุกระบบ มีอันตรายสูงมาก การใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง มีผลกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อง่ายและยังบดบังอาการของโรคติดเชื้อ กว่าจะรู้ตัว ก็ต่อเมื่อโรคกำเริบรุนแรงไปแล้ว และมีผลทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารทะลุ หรือมีเลือดออกในกระเพาะอาหารโดยไม่มีอาการปวดมาก่อนได้ การใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ยังทำให้กระดูกผุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือคนที่เป็นโรคไขกระดูกต้องระวัง

เลขาฯ อย. กล่าวอีกว่า ผลของสเตียรอยด์ยังทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือโปแตสเซียมทางปัสสาวะมาก อาจมีผลทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรงและหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นเสียชีวิตได้ อย. กำหนดให้สารสเตียรอยด์เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” หากร้านขายยาจะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องมีใบสั่งยา จากแพทย์เท่านั้น ยกเว้นสารสเตียรอยด์ที่นำไปใช้เป็นยาเฉพาะที่กับผิวหนัง ตา หู คอ จมูก หรือปาก ซึ่งจัดเป็น “ยาอันตราย” จำหน่ายได้เฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ผลิตจะขาย หรือนำเข้าสารสเตียรอยด์ จะต้องจัดทำบัญชีซื้อ-ขายไว้ด้วย ต้องรายงานปริมาณและมูลค่าการผลิต การนำเข้ายาดังกล่าวต่อ อย. เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นสารอันตราย อย.จึงมีการควบคุมดูแลภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้ ส่วนกรณีที่นำยาสเตียรอยด์ไปขายในลักษณะยาชุดก็มีบทลงโทษตามกฎหมายเช่นกัน

“ประชาชนที่นิยมยาแผนโบราณประเภทยาลูกกลอน ก่อนซื้อจะต้องดูชื่อยา ซึ่งจะมีเลขทะเบียนตำรับยา ชื่อผู้ผลิตยาและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต ปริมาณยาที่บรรจุ และมีคำว่า “ยาแผนโบราณ” ระบุไว้ด้วย ทั้งนี้ ชื่อตำรับยาต้องไม่ใช้ชื่อในทำนองอวดอ้าง หรือทำให้เข้าใจผิดไปจาก ความเป็นจริงได้ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ผลิตยาแผนโบราณขออนุญาตขึ้นทะเบียนยาต่อ อย.แล้ว 1 หมื่นกว่าตำรับ ส่วนใหญ่ผลิตเองในประเทศ โดยยาแผนโบราณทุกตำรับ จะต้องไม่มียาแผนปัจจุบันเป็นส่วนผสม” เลขาฯ อย. กล่าว

ข่าวประจำวัน : 2 April 2007
แหล่งที่มา ไทยรัฐ
อ่าน 108





ย้อนกลับ
 
เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ  เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิทยบริการ อย.  บุคลากร
 
      
 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

since 21/02/44 World Map  

ศูนย์วิทยบริการ
ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω