หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
764864 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 121
 
Hot Issue : สีผสมอาหารจากธรรมชาติ


 

 

 

 

  สีผสมอาหารจากธรรมชาติ  

สีของอาหารเป็นลักษณะแรกที่ได้รับทางสัมผัส ซึ่งผู้บริโภคใช้ในการเลือก และยอมรับอาหารนั้น ๆ โดยอาหารเกือบ
ทุกชนิดตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีสีที่ยอมรับโดยผู้บริโภคแตกต่างกันขี้นอยู่กับสังคม ภูมิศาสตร์ ความชอบ
ของสวยงาม และพื้นฐานของผู้บริโภค ซึ่งการยอมรับสีของอาหารแตกต่างกันขึ้นกับ เชื้อชาติ นอกจากนี้ยังพบว่าสีของ
อาหารที่แปลกจะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคน้อยกว่า การเปลี่ยนสีไปจากที่ควรจะเป็น

"สีผสมอาหาร"
  เป็นวัตถุเจือปนอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ผลิตอาหารใช้ผสมลง ไปในอาหารเพื่อปรุงแต่งอาหารนั้น ให้แลดู
สวยงามหรือกลบเกลื่อนลักษณะอาหาร ที่เสื่อมสภาพให้คล้ายสีของอาหารตามธรรมชาติ รวมทั้งการแต่งสีเพื่อช่วยให้ดู
คล้ายอาหารที่มีคุณภาพสูง เช่น อาหารที่ใช้ไข่เป็นส่วนผสม ปรากฎว่าในการผลิต จริงใช้ไข่เพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้
ไส่เลย แต่ใช้สีเหลืองผสมลงไปให้เป็นสีของไข่

โดยทั่วไปการใช้สีผสมอาหารใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน คือ


1. เพื่อแต่งสีผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีสี ได้แก่ เครื่องดื่มหรือเครื่องดื่มผง ลูกกวาด ไอศกรีม แยม เยลลี่ และอาหารว่าง
เพื่อให้มีสีเป็นที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

2. เพื่อแต่งสีผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอาจสูญเสียหรือเปลี่ยนไปมากในระหว่าง กระบวนการผลิตหรือการเก็บรักษา
ได้แก่ การใช้สีผสมอาหารเพื่อช่วยแต่งสีของ เบียร์ วิสกี้ น้ำเชื่อม และอาหารอบ

3. เพื่อแต่งสีผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสีธรรมชาติแปรเปลี่ยนตามฤดูกาลและ สภาพภูมิอากาศ
เช่น การใช้สีผสมอาหารแต่งสีนม ซึ่งปกติมักมีสีแตกต่างกันมาก ขึ้นกับฤดูกาล โดยนมในฤดูร้อนมักมีสีเหลืองเข้มกว่านมในฤดูหนาว
เนื่องมาจากปริมาณเบตาแคโรทีนในหญ้าที่วัวบริโภคในฤดูร้อนมากกว่าในฤดูหนาว เพื่อให้ อาหารที่ผลิตออกมามีสีคงที่ตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้ เพื่อมิให้ผู้ซื้อเกิด ความเข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพของอาหารที่ผลิตขึ้นมา

ทั้งนี้อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเติมสีในอาหารก็เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นที่จดจำและมีลักษณะที่ดีที่ผู้บริโภคต้อง
การและยอมรับ

การใช้สีผสมอาหารเพื่อแต่งสีของอาหาร
  จะต้องเลือกชนิดของสีผสมอาหาร ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และใช้ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยสีผสม อาหารที่ใช้ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

     1. ไม่ทำให้คุณสมบัติของอาหารเปลี่ยนไปในทางเลวลง
     2. มีความอยู่ตัวในอาหาร
     3. ไม่เกิดปฎิกริยากับผลิตภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้
     4. ง่ายต่อการใช้ในผลิตภัณฑ์
     5. ราคาถูก
     6. ให้ความเข้มของสีสูง

 

 ชนิดของสีผสมอาหาร  โดยทั่วไป อาจแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ

1. สีสังเคราะห์
หมายถึง สีอินทรีย์ที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งมีลักษณะถูกต้อง ตามข้อกำหนดและปลอดภัยต่อการ
บริโภค

2. สีธรรมซาติ
ได้แก่ สีที่ได้จากการสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติผ่านการ พิจารณาในเรื่องส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต
ความบริสุทธิ์และอื่นๆ จนแน่ใจว่า ปลอดภัยต่อการบริโภค

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสีทั้ง 2 ประเภท พบว่าสีสังเคราะห์มีราคาถูกกว่า ให้สีสดและสม่ำเสมอกว่า และให้สีในช่วงที่
กว้างกว่า นอกจากนี้ยังมีขายทั้งในรูปแม่สี และสีผสมในรูปผง สารละลาย และสารละลายแขวนลอย ซึ่งสะดวกต่อการ
เลือกใช้ กับอาหารชนิดต่าง ๆ ดังนั้นผู้ใช้ จึงนิยมใช้สีสังเคราะห์มากกว่าสีธรรมชาติ แม้ว่า สีธรรมชาติจะปลอดภัยต่อ
ผู้บริโภคมากกว่า

 

 สีสังเคราะห์  ชนิดสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร มี 9 สี คือ

1. ประเภทสีแดงมี 3 สี
ได้แก่
     1.1 ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4 R)
     1.2 คาร์โมอีซีน หรือ เอโซรูบิน (Carmoisine or Azorubine)
     1.3 เออร์โธรซีน (Erythrosine)

2. ประเภทสีเหลือง มี 3 สี
ได้แก่
     2.1 ตาร์ตราซีน (Tartrazine)
     2.2 ซันเซ็ต เย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ (Sunset Yellow F C F)
     2.3 ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)

3. ประเภทสีเขียว มี 1 สี
ได้แก่
     3.1 ฟาสต์ กรีน เอ็ฟ ซี เอ็ฟ (Fast Green F C F)

4. ประเภทสีน้ำเงิน มี 2 สี
ได้แก่
     4.1 อินดิโกคาร์มีน หรือ อินดิโกติน (Indigocarmine or Indigotine)
     4.2 บริลเลียนท์ บลู เอ็ฟ ซี เอ็ฟ (Brilliant Elue F C F)

 
คุณลักษณะของสีผสมอาหารที่ได้มาตรฐาน


     1. ไม่มีสารที่ทำให้เกิดพิษ และตัวสีเองไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย ของผู้บริโภค
     2. มีโครเมียม หรือ แคดเมียม หรือปรอท หรือเซเสเนียมไม่เกิน 1 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
     3. มีสารหนู ไม่เกิน 5 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
     4. มีตะกั่วไม่เกิน 20 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
     5. มีโลหะหนักชนิดต่าง ๆ นอกจากตะกั่ว รวมกันไม่เกิน 20 ส่วน ในล้านส่วน โดยน้ำหนัก

 
การใช้สีผสมอาหารให้ใช้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

     (ก) อาหารประเภทเครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวานที่ใช้สีตาม (ข) ให้ใช้ได้ไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่อ
อาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม เว้นแต่สีปองโซ 4 อาร์ และสีบริลเลียนท์บลู เอ็ฟ ซี เอ็ฟ ให้ใช้ได้ไม่เกิน
50 มิลลิกรัม ต่ออาหาร ในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม

     
(ข) อาหารอื่นที่มิใช่อาหารตาม (ก)

           สีปองโซ 4 อาร์  ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีเอโซรูบิน  ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีเออริไทรซิน  ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีตาร์ตราซีน  ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีซันเซ็ตเย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ  ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีฟาสต์ กรีน เอ็ฟ ซี เอ็ฟ  ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีอินดิโกคาร์มีนหรืออินดิโกติน  ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
           สีบริลเลียนท์บลู เอ็ฟ ซี เอ็ฟ  ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่จะใช้บริโภค 1 กิโลกรัม

การใช้สีรวมกันตั้งแต่สองชนิดขืนไป ต้องมีปริมาณของสีทุกชนิดไม่เกิน ปริมาณของสีชนิดที่กำหนดให้ใช้ได้น้อยที่สุด

การใช้สีผสมอาหารที่มิได้กำหนดชนิดและปริมาณการใช้ หรือการใช้ปริมาณ สีที่แตกต่างไปจากที่กำหนด ต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา

 
สาเหตุที่สีย้อมผ้าใช้ผสมอาหารไม่ได้

สีย้อมผ้า ย้อมแพรมีความบริสุทธิ์ต่ำ มีสารเจือปนและโลหะหนักที่เป็น อันตรายเจือปน เช่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท
ตะกั่ว และสารหนู เป็นต้น ผู้ประกอบ อาหารส่วนมากใช้สียอมผ้าแต่งสีอาหารด้วยการขาดความรับผิดชอบ มักง่าย หรือ
รู้เท่าไม่ถึงการ ขอเพียงแต่ไหล ฉูดฉาดดึงดูดใจคนซื้อได้มากเป็นพอ เป็นเหตุให้ผู้บริโภค ได้รับอันตรายมากมาย ทั้งนี้
เพราะสีย้อมผ้ามี

     1. มีสารที่ทำให้เกิดพิษเจือปน
     2. มีโครเมียม หรือแคดเมียม หรือปรอท หรือเซเสเนียมเกิน 1 ส่วนในล้านส่วน โดยน้ำหนัก
     3. มีสารหนูเกิน 5 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
     4. มีตะกั่วเกิน 20 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
     5. มีโลหะหนักชนิดต่าง ๆ รวมกันเกิน 20 ส่วนในล้านส่วน โดยน้ำหนัก

 

 สีที่ได้จากธรรมชาติ  มีหลายสีด้วยกัน อาจได้จากทั้งพืชและสัตว์ นับว่า ปลอดภัยที่สุด เช่น

     
1. สีแดง
ได้จาก ครั่ง (ใช้รังครั่งใหม่ๆ) กระเจี๊ยบ (กลีบเลี้ยงหุ้มฝัก) ดอกเข็ม มะเขือเทศ มะละกอ อั้กคั่ก หรือ
ข้าวแดงหัวบิท ฝาง (ใช้เนื้อไม้หรือแก่นให้สีแดง ใช้เป็นหลักในการปรุงยาอุทัย)
     
2. สีเหลือง
ได้จาก ขมิ้น ทั้งขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย ลูกพุด ลูกตาลสุก ฟักทอง ดอกคำฝอย เมล็ดคำแสด ไข่แดง
     
3. สีเขียว
ได้จากใบเตยหอม
     
4. สีน้ำเงิน
ได้จากดอกอัญชัน
     
5. สีม่วง
ได้จาก ลูกหว้า ใบสาวดำ มันเลือดนก ดอกอัญชันผสมน้ำมะนาว ข้าวเหนียวดำ
     
6. สีน้ำตาล
ได้จาก น้ำตาลเคี่ยวไหม้ (Caramel) และโกโก้ผง
     
7. สีดำ ได้จาก ใบยอ ใบคนทีสอ ถ่าน กาบหรือกะลามะพร้าวเผาไฟ หรือใบจาก หรือรวงตาลเผาไฟ ถั่วดำ ดอกดิน

 

 อันตรายจากการใช้สี

สีสังเคราะห์เป็นสารแปลกปลอม เมื่อผสมอาหารและรับประทานเข้าไป ในร่างกาย ก็จะเกิดอันตรายได้ ทั้งนี้เนื่องจาก
สาเหตุ 2 ประการ คือ

     
1. อันตรายจากสีเอง เพราะสีทุกชนิดถ้าใช้มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อ ผู้บริโภคไม่มากก็น้อย เนื่องจากเป็นสาร
แปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย หากร่างกาย ขับถ่ายออกไม่ทัน ก็จะสะสมอยู่ในร่างการแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่
ร่างกายได้ เช่น สีพวกโรห์ตามีน บี (Rhodamine B) เอารามีน (Auramine) มาลาไคท์ กรีน (Malachite green)
และไวโอเลท บี เอ็น พี (Violet BNP) อาจทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนัง หน้าบวม อาเจียน ท้องเดิน อาการชา เพลีย และ
อ่อนแรงคล้ายเป็นอัมพาต การทำงาน ของระบบทางเดินอาหาร ไต และตับเสีย สีบางอย่างอาจทำให้เกิดมะเร็งที่
ต่อมน้ำเหลือง และอวัยวะอื่น ๆ

สีตาร์ตราซีน (สีเหลือง) ถ้ารับประทานเกิน 7.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะจับอู่ตามเยื่อบุกระเพาะอาหารและ
ลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหาร บกพร่องไป สำหรับสี ซันเซ็ต เย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ (สีเหลือง) ถ้ารับประทานเกิน 5.0
มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด

     
2. อันตรายจากสารอื่น
ที่ติดมาเนื่องจากการสังเคราะห์ หรือจากกระบวน การผลิตที่แยกเอาสารเจือปนออกไม่หมด
สารดังกล่าวได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เซ่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง และเซเสเนียม เป็นต้น ซึ่งมี
อยู่กับ สีย้อมผ้า แพร เสื่อและสีทาบ้าน โลหะหนักเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ได้รับเพียงปริมาณเล็กน้อย
อาการอาจเป็นทั้งอย่างฉับพลันและเรื้อรัง ซึ่งพิษ ของโลหะหนักนี้ถ้าเป็นมากอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ นอกจากนั้น
ยังเป็นสาเหตุ ของมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าสีผสมอาหารนั้นไม่ให้คุณค่าอะไรแก่ร่างกาย และก็ไม่มีความ จำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้เลย กลับทำให้เกิด
อันตรายได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง การใช้และบริโภคอาหารที่ไม่ได้ผสมสีเท่านั้น

 

 การป้องกันพิษจากสีผสมอาหาร

อันตรายจากการใช้สีผสมอาหารที่ไม่ถูกต้องนั้นมีมาก การที่จะลดหรือป้องกัน อันตรายจากสีได้นั้นต้องอาศัยความ
ร่วมมือของบุคคลหลายฝ่าย คือ

1. ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสีผสมอาหาร
  ต้องทำฉลากเป็นภาษาไทยให้อ่านได้ ชัดเจนและอย่างน้อยต้องมีข้อความ
ดังต่อไปนี้
     1.1 คำว่า "สีผสมอาหาร"
     1.2 ชื่อสามัญ
     1.3 เลขทะเบียนอาหาร
     1.4 ปริมาณสุทธิเป็นระบบเมตริก
     1.5 ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิต
     1.6 ขนิดของพืช หรือสัตว์ที่เป็นต้นกำเนิดของสีธรรมชาติ

2. ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย
ต้องเลือกสีชนิดที่ตัวมันเองไม่มีอันตรายหรืออันตรายน้อยที่สุด และต้องมีความบริสุทธิ์สูง คือ
เป็นสีที่สังเคราะห์ขึ้นพิเศษ เพื่อใช้ในการปรุงแต่งหรือผสมอาหารเท่านั้น เพราะสีพวกนี้มีโลหะหนัก หรือสารอื่นปนอยู่
น้อยมาก

3. ผู้ประกอบการ
ต้องใช้สีเฉพาะที่ใช้ผสมอาหารเท่านั้น (ไม่ใช้สีย้อมผ้าหรือสีชนิดอื่น) และต้องใช้ในปริมาณพอควร
ซึ่งในการเลือกซื้อสีผสมอาหาร ควรสังเกตว่าที่ซองหรือกระป๋องสีนั้นมีข้อความว่า "สีผสมอาหาร" และมีเลขทะเบียน
ปรากฎชัดเจนหรือเปล่า หากสีใดไม่มีฉลากข้อความดังกล่าวและไม่มีเลขทะเบียน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ห้ามนำมาใช้ผสมอาหารเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย หากจะใช้สีผสมอาหารให้ใช้เพียงแต่น้อย อย่าบ่อยครั้ง

4. ผู้บริโภค
ควรเลือกบริโภคอาหารที่ไม่ใส่สี หรือเลือกบริโภคแต่อาหาร ที่แน่ใจว่ามีสีผสมอาหารซึ่งปลอดภัยเท่านั้น

ตามปกติแล้วเราไม่ควรใช้สีผสมอาหาร แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ควรใช้สีที่ได้ จากธรรมชาติ หรือสีอนินทรีย์ หากจำต้องใช้
สีสังเคราะห์ ต้องใช้เฉพาะสีที่ทางการ กำหนดว่าปลอดภัย เช่นสีขององค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข และใช้ใน
ปริมาณไม่มาก (ตามข้อบ่งใช้ที่ได้กล่าวแล้ว) พึงระลึกว่าการใช้สีที่ห้ามบริโภค หรือบริโภคไม่ได้มาผลิตหรือผสมอาหาร
จำหน่าย อาจได้รับโทษตามกฎหมาย คือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
 

         ที่มา : ห้องสมุดความรู้การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร 
 



ย้อนกลับ
 
เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ  เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิทยบริการ อย.  บุคลากร
 
      
 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

since 21/02/44 World Map  

ศูนย์วิทยบริการ
ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω