หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
219319 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 110
 
Hot Issue : นาโนเทคโนโลยี เมื่อโลกใบใหญ่จะถูกปฏิวัติด้วยสิ่งที่เล็กเกินจินตนาการ


โดย..ดร.นเรศ ดำรงชัย(nares@nstda.or.th)
นักวิจัยนโยบาย ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

ไม่รู้จักคำว่า "นาโนเทคโนโลยี"? ถ้าคุณเป็นประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตทำงานหนักหาเช้ากินค่ำเพื่อมาส่งเสียลูก 6-7 คน และเลี้ยงแม่ที่ป่วยอยู่ก็อย่าแปลกใจเลยครับ คุณเป็นคนปกติ แต่ในรอบปีที่ผ่านมา ถ้าเป็นคนที่อยู่ดีกินดีในวงการธุรกิจสมัยใหม่ หรือแวดวงการเมืองและรัฐบาล แล้วยังไม่ขวนขวายทำความรู้จักกับมัน คุณอาจจะถูกเขาหาว่า "เชยสุดขั้วโลก" ก็ได้

เพราะในปีนี้ ทั้งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีชีวภาพได้ถูกแซงโค้งสุดท้ายไปแล้วด้วย "นาโนเทคโนโลยี" ถึงกับบุคคลระดับผู้นำในสังคมเตือนให้เราเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ยุคของ "เทคโนโลยีซูเปอร์จิ๋ว" นี้ เพราะเราได้รับผลกระทบของมันแน่ ไม่ว่าจะยาก ดี มี หรือจน

"นาโน"นั่นหมายถึงขนาด ไม่ใช่ชื่อของวัตถุ

ในสมัยที่อารยธรรมกรีกรุ่งเรืองเคยมีรูปบรอนซ์ขนาดยักษ์ของเทพเจ้าเฮลิออส(เทพแห่งดวงอาทิตย์) ตั้งอยู่ที่เกาะโรดส์ในประเทศกรีกปัจจุบัน เรียกขานกันว่า Colossus of Rhodes ซึ่งตามตำนานกล่าวว่าสูงตระหง่านถึง 32 เมตร(น้องๆ ยอดมนุษย์อุลตร้าแมนในภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สูง 40 เมตร) ยืนคร่อมอ่าวให้เรือลอดสองขาสัญจรผ่านไปมา ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ก่อนที่จะพังทลายไปด้วยแผ่นดินไหวเมื่อ 227 ปีก่อนคริสตกาล

ในภาษากรีกคำว่า colossus มีความหมายว่า "ใหญ่" ส่วนคำว่า nanos แปลว่า "แคระ" ใครจะคิดว่าเวลาผ่านไปไม่กี่พันปี มนุษย์กลับเปลี่ยนความนิยมจากเทคโนโลยีที่ใช้สร้างของที่ใหญ่ที่สุด หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการทำของที่เล็กที่สุด นั่นคือ "นาโนเทคโนโลยี(nanotechnology)"

ที่ว่าเล็กนั้นเล็กแค่ไหน? คำว่านาโนเมตรนั้นคือหน่วยของความยาวที่เท่ากับ 1 ใน 1,000,000,000 (พันล้าน) ของเมตร ลองเทียบดูก็ได้ว่า ความสูงของคนเราอาจคิดคร่าวๆ ได้ราวหนึ่งเมตร(มากกว่านี้ไม่เกินเท่าตัว) ถ้าลองเจาะเลือดออกมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็จะเห็นเม็ดเลือดแดงของเราที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 5,000 นาโนเมตร หรือประมาณหนึ่งในยี่สิบของความกว้างของเส้นผม

นี่ยังแค่เม็ดเลือดแดง ซึ่งตามท้องเรื่องที่เราจะคุยกันต่อไปต้องถือว่าใหญ่มากแล้ว…

เล็กลงไปกว่านั้นคือ ดีเอ็นเอที่แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ชอบตรวจบ่อยๆ หนึ่งโมเลกุลมีความกว้างเพียง 2.5 นาโนเมตร ดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารที่ใช้บรรจุข้อมูลของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งพวกเราทุกคนนี้ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุไม่กี่อย่าง เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอน ฯลฯ

แล้วอะตอมของไฮโดรเจนนั้นจะเล็กสักแค่ไหนน่ะหรือ? ตอบได้ว่าเล็กมากก็แล้วกัน ขนาดที่ต้องใช้ไฮโดรเจนถึงสิบอะตอมเรียงต่อกันจึงจะได้ความยาวหนึ่งนาโนเมตร

พยากรณ์ไม่ได้แต่คาดการณ์ได้

กองทุนวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีในปี ค.ศ.2015 จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งออกเป็นจำพวกวัสดุ 3 แสนล้าน อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือสื่อสาร 6 แสนล้าน และยารักษาโรค 2 แสนล้าน โดยเมื่อถึงเวลานั้นครึ่งหนึ่งของการผลิตยาจะต้องพึ่งนาโนเทคโนโลยี

เมื่อไม่นานมานี้ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ได้ใช้วิธีการ "มองอนาคต" เพื่อศึกษาทิศทาง แนวโน้ม และผลกระทบของนาโนเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจนถึงปี ค.ศ.2015 โดยได้รับความร่วมมือส่วนหนึ่งจากบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(บวท.)

ผลที่ได้จากการศึกษานี้คือ "ภาพฉายอนาคต" ของนาโนเทคโนโลยีหลายๆ ภาพทั้งที่พึงปรารถนาและไม่พึงปรารถนา ตัวอย่างเช่น

"ความสำเร็จของการคิดค้นระบบพลังงานแบบใหม่ซึ่งอยู่บนฐานของนาโนเทคโนโลยี กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการล่มสลายของตลาดเชื้อเพลิงจากฟอสซิล นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองภายในบรรดาประเทศอดีตผู้ส่งออกน้ำมัน และการก่อการร้ายข้ามชาติก็กลับมาอีกครั้ง"

"เมื่อถึงจุดหนึ่งสาธารณชนเริ่มหันมามองนาโนเทคโนโลยีด้วยสายตาที่ระแวงสงสัย ประกอบกับการรณรงค์อย่างเข้มข้นของกลุ่มเอ็นจีโอ ทำให้คำว่านาโนเทคโนโลยีกลายเป็นคำต้องห้ามในสังคม แต่การพัฒนาเทคโนโลยียังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น และในที่สุดเทคโนโลยีนี้ก็แฝงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวว่านั่นแหละคือ นาโนเทคโนโลยีแต่ก็ใช้มันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนขาดไม่ได้ บัดนี้อุปกรณ์จัดเก็บไฮโดรเจนที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นความสำเร็จหนึ่งที่ทำให้โลกลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และเป้าหมายตามพิธีสารเกียวโตก็สามารถบรรลุได้ก่อนกำหนดเวลา"

นอกจากนี้กลุ่ม ETC ซึ่งเป็นเอ็นจีโอประเมินไว้ว่า ราวปี ค.ศ.2005 นาโนเทคโนโลยีจะได้รับความสนใจ(และต่อต้าน) ยิ่งไปกว่าเทคโนโลยีชีวภาพ ประมาณปี 2010 นาโนเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยหลักที่สร้างกำไรในเกือบทุกสาขาอุตสาหกรรม และเมื่อถึงปี 2015 ผู้ที่ควบคุมนาโนเทคโนโลยีก็จะเป็นผู้มีอำนาจต่อรองสูงสุดในเศรษฐกิจโลก

ใครบ้างที่สนใจนาโนเทคโนโลยี

ในขณะที่นาโนเทคโนโลยีกำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ ตั้งแต่ยารักษาโรคและสุขอนามัย การทหาร พลังงาน เกษตรกรรม อาหาร ไปถึงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ บริษัทต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตไม่มีใครสามารถเพิกเฉยต่อนาโนเทคโนโลยีได้ โตโยต้าได้ใช้วัสดุที่เรียกว่านาโนคอมโพสิทเพิ่มความแข็งแรงของชิ้นส่วนพลาสติกในรถยนต์แล้ว ผงที่เล็กขนาดนาโนก็ได้เริ่มมีการใช้แล้วในการผลิตสารปกป้องรังสี UV ในเลนส์ กระจก และสีเคลือบต่างๆ

อุตสาหกรรมพลาสติกของโลกกำลังเปลี่ยนไปเพราะพื้นที่ผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำด้วยวัสดุนาโนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในการผลิตพลาสติกนั้นตัวเร่งปฏิกิริยา(คะตาลิสต์) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นาโนเมตร เพียงหนึ่งกรัมจะมีความสามารถในการทำปฏิกิริยาถึง 100 เท่า ของเม็ดคะตาลิสต์ที่ใหญ่ขนาดไมครอน บริษัทดาวเคมิคัล และน้ำมันเอ็กซอนโมบิลใช้ตัวเร่งแบบนี้ที่มีชื่อว่า "เมตาโลซีน"

บริษัทไอบีเอ็มกำลังก้าวเข้าไปใกล้นาโนคอมพิวเตอร์ โดยได้สร้างวงจรด้วยคาร์บอนนาโนทิวบ์ที่ประกอบตัวเอง วงจรนี้สามารถคำนวณทางตรรกแบบง่ายๆ ได้แล้ว และยังได้สร้างแหล่งเก็บข้อมูลที่มีความหนาแน่นถึง 1 ล้านล้านบิตต่อตารางนิ้ว(เท่ากับฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ 100 กิกะไบต์ ในขนาดเท่าแสตมป์)

คณะวิทยาศาสตร์การอาหารของมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์สองอย่าง คืออาหารที่ใช้โปรตีนที่เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะส่งยาไปยังเป้าหมายในร่างกายได้ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่เปลี่ยนสีได้เมื่ออาหารเริ่มจะเสียเพื่อเตือนผู้บริโภค

บริษัทคราฟท์ฟู้ดส์ ผู้ผลิตอาหารรายยักษ์ใหญ่ของสหรัฐได้ตั้งห้องแล็บนาโนเทคโนโลยีด้านอาหารขึ้นเป็นแห่งแรกของวงการ และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแบบใหม่ที่สามารถ "รับรู้" สภาพทางโภชนาการและสุขภาพของร่างกายผู้บริโภคแต่ละคนได้ เช่น ภูมิแพ้หรือสภาพทุพโภชนาการ และปรับคุณค่าทางอาหารหรือรสชาติ กลิ่น และสีได้โดยใส่อนุภาคระดับนาโนไว้ในนาโนแคปซูลที่แตกออกเมื่อผู้ใช้ตั้งค่าเตาไมโครเวฟตามที่กำหนด

หันมาดูระดับประเทศกันบ้าง ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจโตกว่าหรือเท่ากับประเทศไทย ไม่มีประเทศไหนที่ไม่สนใจลงทุนวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยี

ญี่ปุ่น - เป็นผู้นำด้านนาโนเทคโนโลยีมาแต่เดิมเพราะมีงานวิจัยและอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้มแข็งรองรับอยู่แล้ว ผนวกกับการผลักดันจากรัฐบาลผ่านคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติภายใต้ พ.ร.บ. พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ฯ เป้าหมายของญี่ปุ่นคือ สร้างอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อสนับสนุนและรักษาความสามารถการผลิตเอาไว้ในประเทศ หลังจากที่ขยายฐานการผลิตเกือบทั้งหมดออกไปนอกประเทศจนเกิดสภาพ "กลวงใน" ที่น่าเป็นห่วง

สหรัฐอเมริกา - เริ่มไล่ตามญี่ปุ่นด้วยการแผนยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติที่ชื่อว่า National Nanotechnology Initiative(NNI) เมื่อปี ค.ศ.2000 เป้าหมายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของสหรัฐค่อนข้างชัดเจนว่า มุ่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เหมือนมนุษย์(Human Equivalent Computer - HEC) โดยในขณะนี้มีหลายกลุ่มที่แข่งขันการสร้างเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้เป็นมาตรฐานในยุคหลังจากที่คาดว่าไมโครชิปที่ใช้ในคอมพิวเตอร์จะผ่านพ้นไป(Post-Micro Processor Unit) เข้าสู่ยุคของชิปโมเลกุลที่ประกอบตัวขึ้นเอง หรือดีเอ็นเอคอมพิวเตอร์

สหภาพยุโรป - ความสามารถในด้านสารกึ่งตัวนำของยุโรปมีไม่มากนัก แนวทางการพัฒนานาโนเทคโนโลยีจึงเป็นไปในทิศทางเพื่อมุ่งพัฒนาพลังงานที่ไม่สูญเปล่า ประหยัดทรัพยากรและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการวิจัยของยุโรปมีทั้งโปรแกรมระดับชาติที่แต่ละประเทศกำหนดกันเอง และ "เฟรมเวิร์กโปรแกรม" ที่มีหลายประเทศมาร่วมกันทำ โดยตามแผนฉบับล่าสุดจะลงทุนวิจัย 1,300 ล้านดอลลาร์ ระหว่างปี ค.ศ.2002-2006

เกาหลีใต้ - ลงทุนในแผนแห่งชาติด้านนาโนเทคโนโลยีเป็นเงิน 1,300 ล้านดอลลาร์ในเวลา 10 ปี(เฉพาะปี 2002 ก็เพิ่มจากปี 2001 ถึง 93%) ขณะนี้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มผู้นำของโลกแล้วในด้านจอแสดงภาพที่ใช้นาโนทิวบ์

สิงคโปร์ - ระหว่างปี 1997 - 2002 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้งบประมาณราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยี และในปี 2002 มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ได้ตั้งโครงการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนาโน(NUSNNI) นอกจากนี้ยังได้ก่อตั้งสถาบันวิศวกรรมชีวภาพร่วมกับบริษัทเซอร์โรเมดเพื่อร่วมวิจัยด้านชีวนาโน

จีน - เมื่อปี ค.ศ. 2000 ได้จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นพร้อมกับสร้างสถาบันวิจัยขึ้นประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่รอบๆ นครเซี่ยงไฮ้ จีนอาศัยความได้เปรียบจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติจำนวนมากที่มุ่งประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำของจีน

ไต้หวัน - ได้ประกาศแผนลงทุนจนถึงปี ค.ศ.2007 รวมเกือบ 700 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมนาโนเทคโนโลยี

ผลพวงที่จะตามมา

แม้จะเริ่มมีการประยุกต์ใช้บ้างแล้ว แต่ขณะนี้นาโนเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นของการวิจัย และยังไม่มีกฎหมายออกมาควบคุม มีแต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนสิทธิบัตรทุกๆ ปี เหตุผลหนึ่งคือ ไม่ประสบปัญหาความยากลำบากในการได้รับสิทธิบัตรเหมือนกับเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งมีการคัดค้านกันมาก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในสหรัฐคือ กฎหมายที่ชื่อว่า The 21st Century Nanotechnology Research and Development Act ได้ผ่านความความเห็นชอบจากสภาคองเกรสและกำลังรอการลงนามจากประธานาธิบดีบุช กฎหมายฉบับนี้อนุมัติงบประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโปรแกรมวิจัยและพัฒนาระหว่างหลายหน่วยงานโดยมีเจตนารมณ์หวังผลระยะยาว และที่สำคัญคือให้ตั้ง "ศูนย์เตรียมความพร้อมของสังคมสำหรับนาโนเทคโนโลยี" เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมและด้านจริยธรรม

ในด้านสังคม เมื่อนาโนเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรม บรรดาผู้ที่ทำงานอยู่ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความเชี่ยวชาญอันไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปแล้ว หากไม่สามารถปรับตัวได้ก็คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก รวมทั้งผู้ที่ยากจน(ที่กำลังจะหมดไปจากประเทศไทย?) ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเตรียมหามาตรการรองรับคนเหล่านี้

ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยเป็นประเด็นถัดมาที่ทั่วโลกกำลังสนใจอยู่ในเวลานี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2003 นักวิจัยขององค์การนาซ่าได้เปิดเผยผลงานวิจัยที่ว่าหากมีการสูดหายใจเอาผงนาโนทิวบ์เข้าไปในปอดเป็นปริมาณมากอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อปอดได้ ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินวัสดุนาโนที่กำลังเตรียมจะนำมาใช้ในทางการแพทย์และเครื่องนุ่งห่มอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้โมเลกุลของวัสดุนาโนยังมีคุณสมบัติที่ดีมากในการดูดจับสิ่งต่างๆ ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในกระบวนการผลิตในโรงงานมิให้ปล่อยให้หลุดออกไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยปราศจากการควบคุมเพราะอาจนำสารพิษติดไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ

เดร็กซ์เลอร์มองไปไกลกว่านั้น เขาคาดการณ์ไว้ว่า "นักประกอบขนาดจิ๋ว" และ "เครื่องจักรที่คิดเองและสร้างตัวเอง(สืบพันธุ์)ได้" อาจเพิ่มจำนวนขึ้นจนควบคุมไม่ได้ และเขมือบทรัพยากรทั้งหลายจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตบนโลกได้ในอนาคตข้างหน้า หากไม่คิดล่วงหน้าในการออกแบบที่ป้องกันภัยเหล่านี้ เขาแน่ใจว่าเทคโนโลยีของเขาจะเป็นจริงขึ้นในวันหนึ่ง จึงเรียกร้องให้สังคมตรวจสอบผลกระทบของเทคโนโลยีนี้ และช่วยกันพัฒนากลไกที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าการประยุกต์ใช้เป็นไปในทางที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งแน่นอน แนวคิดนี้ถูกสมอลลี่ คู่กัดของเขาประณามว่า "ทำให้เด็กๆ หวาดกลัวในเรื่องของปิศาจเล็กๆ ที่เป็นไปไม่ได้" ในขณะที่ล่าสุดนี้ไมเคิล ไครช์ตัน นักเขียนลือนามผู้ประพันธ์เรื่อง Jurassic Park ก็ได้นำนาโนเทคโนโลยีไปสร้างพล็อตเรื่องในนิยายสยองขวัญของเขาเรื่อง Prey และมีผู้ซื้อไปทำเป็นภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว

นาโนเทคโนโลยีสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร?

หลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์แสดงให้เห็นว่า การผลิตระดับโมเลกุลจะเป็นกระบวนการที่มีผลิตภาพสูงมาก เช่น ถ้าสามารถลดขนาดของชิ้นส่วนที่เราจะต้องนำมาประกอบเข้าด้วยกันในกระบวนการผลิตลงในอัตราล้านส่วน จะเพิ่มความถี่หรือความบ่อยของแต่ละขั้นตอนผลิต(นั่นหมายถึงการเพิ่มผลิตภาพต่อมวล) ขึ้นอีกล้านเท่าเช่นกัน การผลิตด้วยความแม่นยำระดับอะตอมจะขยายขอบเขตชนิดและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ออกไป และ(หากออกแบบและควบคุมให้ดี)ลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมไปได้มาก

ผลที่ได้นี้มีความสำคัญถึงขนาดที่มีผู้กล่าวว่า ในโลกของการแข่งขันนี้ หากประเทศไหนไม่พัฒนาความสามารถในด้านนาโนเทคโนโลยีก็เท่ากับยอมยกธงขาวและปลดอาวุธตัวเองไปตั้งแต่ยกแรก

ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการสารกึ่งตัวนำ เซรามิก และเทคโนโลยีชีวภาพที่เข้มแข็งอยู่แล้วในภาคมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยของรัฐ มีโครงการวิจัยพร้อมทั้งนักวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีอีกหลายสิบคนกระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่ง แน่นอนประเทศไทยต้องการนักเคมีที่เชี่ยวชาญ ต้องการนักชีววิทยาที่รอบรู้ ต้องการนักฟิสิกส์ที่แม่นยำอีกจำนวนมาก แต่เป้าหมายของนาโนเทคโนโลยีมีมากที่เป็นเรื่องของการทำ "วิศวกรรมระบบ" ซึ่งเราจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของประเทศได้ด้วยการมีชุดโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายๆ ชุดที่ไม่เชื่อมโยงกัน เราต้องการความสามารถเชิงบริหารจัดการ การประกาศจัดตั้งศูนย์นาโนเทคแห่งชาติขึ้นโดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วนั้นถือว่าเป็นเพียงก้าวแรกของประเทศไทยที่จะต้องสร้างความเชื่อมโยงของทรัพยากรที่มีอยู่และเร่งตั้งเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นจริงได้โดยเร็วที่สุด โดยในเบื้องแรกน่าจะมีศักยภาพในการขยายผลไปในด้านเกษตร อาหาร และการแพทย์ เช่น เซ็นเซอร์ที่ตรวจวัดสารได้ละเอียดระดับหนึ่งในล้านล้าน หรือบรรจุภัณฑ์ใส่เนื้อสัตว์ที่เปลี่ยนสีได้หากมีจุลินทรีย์ก่อโรค

เท่านั้นยังไม่พอ เราควรต้องมีผู้ที่พร้อมที่จะตั้งคำถามในเชิงตรวจสอบ พร้อมทั้งช่วย "อัดฉีด" ความรู้และมุมมองต่างๆ ที่อาจแตกต่างกันของคนในสังคมให้แก่รัฐบาลเพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมและลงตัวภายใต้สถานภาพที่เป็นจริงของประเทศไทย เบื้องแรกคงต้องสร้างคนหรือองค์กรที่มีความสามารถประสานการเก็บรวบรวมข้อมูลจริงเพื่อมาช่วยกันทำความเข้าใจทุกแง่มุมของเทคโนโลยีนี้อย่างรอบคอบ

หลายปีก่อน นิโคลัส เนโกรพอนเต ผู้อำนวยการมีเดียแล็บของสถาบันเอ็มไอทีแห่งสหรัฐซึ่งได้รับการยกย่องเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการวิชาการด้านไอทีเคยพยากรณ์ไว้อย่างมั่นใจว่า โลกอนาคตจะเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร(ไอที) หรือ "บิต" จนอุตสาหกรรมการผลิตของที่มีอยู่จริงหรือ "อะตอม" หมดความหมายไปในที่สุด

ก็น่าสะใจอยู่ที่มาถึงวันนี้เริ่มมองเห็นเค้าว่า โลกของอะตอมยังมี "ขุมทองหลงสำรวจ" อยู่อีกมากมายที่จะหวนกลับมา "พลิก" โฉมหน้าของโลก แม้แต่อุตสาหกรรมไอทีเอง

       โดย : มติชนรายวัน วันที่ 1 ม.ค. 47

 



ย้อนกลับ
 
เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ  เกี่ยวกับศูนย์วิทยบริการ
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิทยบริการ อย.  บุคลากร
 
      
 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

since 21/02/44 World Map  

ศูนย์วิทยบริการ
ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω