หน้าแรก

เฉพาะเว็บนี้ ทั่วโลก
 
  แบบสำรวจความคิดเห็น
 
ความรวดเร็วในการ
สืบค้นข้อมูล
ความน่าสนใจของข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล
บุคลากรกระทรวง สธ.
บุคคลภายนอก
ความคิดเห็น อื่นๆ
229320 -ใส่ตัวเลขที่เห็น
 
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites
 
ผู้ใช้ขณะนี้ 61
 
Hot Issue : ไขความจริงเกี่ยวกับสารฉีดผิวขาว


สูตรโครงสร้างทางเคมีของกลูต้าไธโอน
สูตรโครงสร้างทางเคมีของกลูต้าไธโอน (ภาพจาก wikipedia.org)

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการฉีดสารกลูต้าไธโอน (Glutathione) ที่ทำให้เกิดผลพลอยได้คือทำให้ผิวขาวขึ้นกันมาบ้างแล้ว  แต่ทราบหรือไม่ว่าสารกลูต้าไธโอนเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเราทุกคน  และเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย  แต่การฉีดสารดังกล่าวเข้าไปอาจทำให้ร่างกายมีปริมาณกลูต้าไธโอนสูงเกินไปและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้  จริงอยู่ที่สารกลูต้าไธโอนทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ก็มีโทษอยู่หลายประการเช่นกัน และจะยิ่งเป็นอันตรายหากทำการฉีดสารกลูต้าไธโอนด้วยตัวเอง
 
กลูต้าไธโอนคืออะไร จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่?

กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้จากอาหารประเภทโปรตีน ไข่ และ นม รวมถึงผักผลไม้ประเภทหน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด และวอลนัท  ร่างกายจะเก็บกลูต้าไธโอนที่สร้างขึ้นไว้ที่ตับ สามารถพบกลูตาไธโอนได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย
 
กลูต้าไธโอนมีความจำเป็นต่อร่างกาย  โดยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่างๆ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีและอีได้มากขึ้น  เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA   นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย  โดยผ่านการสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆ และช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์
 
กลูต้าไธโอนใช้ในทางการแพทย์อย่างไร ช่วยให้ผิวขาวจริงหรือไม่?

มีรายงานการใช้กลูต้าไธโอนในรูปแบบของการฉีดอยู่หลายกรณี  ทั้งใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดระหว่างการผ่าตัด การรักษาโรคทางระบบประสาท การขับพิษจากโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง ยาพาราเซตามอลเกินขนาด และใช้ในการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง เป็นต้น  ในบางประเทศได้ขึ้นทะเบียนกลูต้าไธโอนเป็นยา  บางประเทศอนุญาตให้ใช้เป็นอาหาร เสริมได้  แต่สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลูต้าไธโอนเป็นยาและไม่อนุมัติให้ใช้สารชนิดนี้ในรูป แบบฉีด
 

เมลาโนไซต์ เซลล์สร้างสารสีผิว เป้าหมายหลักของครีมหน้าขาวและครีมผิวขาว
เซลล์เมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่พบได้ในชั้นล่างสุดของผิวหนังชั้นนอก (epidermis) ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีชนิดเมลานิน (melanin) และส่งกระจายไปยังผิวหนังชั้นนอก ผลิตภัณฑ์ที่ต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้หน้าขาวหรือทำให้ผิวขาวจะมีส่วนผสมที่สามารถยับยั้งกระบวนการสร้างสารเม็ดสีของเซลล์เมลาโนไซต์นี้ (ภาพประกอบจาก wikipedia.org)


หากถามว่ากลูต้าไธโอนช่วยทำให้ผิวขาวได้จริงหรือไม่  ต้องบอกว่าเดิมทีกลูต้าไธโอนถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉีดเพิ่มภูมิต้านทาน เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย  แต่กลับพบว่าผู้ป่วยมีผิวขาวขึ้นและมีสีผมอ่อนลงหลังฉีดยา  จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการนำกลูต้าไธโอนมาฉีดเพื่อทำให้ผิวขาวกันมาก ขึ้น  ซึ่งความเป็นจริงแล้วหากร่างกายได้รับกลูตาไธโอนมากเกินไป ก็จะไปกดการสร้างเม็ดสีของผิวทำให้ผิวขาว ซึ่งอธิบายได้จากการที่ปกติในร่างกายของคนเราจะมีเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ซึ่งจะผลิตเม็ดสีเมลานินอยู่ 2 ชนิด  คนที่มีผิวคล้ำแบบคนเอเชียหรือคนไทยจะมีเม็ดสีขนาดใหญ่ เรียกว่า "ยูเมลานิน" (Eumelanin)  ส่วนคนที่ผิวขาวแบบฝรั่งจะมีเม็ดสีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า "ฟีโอเมลานิน" (Pheomelanin)   เมื่อร่างกายเราได้รับกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก จะไปกดการสร้างยูเมลานินตามปกติให้ลดน้อยลงและเปลี่ยนเป็นการสร้างฟีโอเมลา นินในปริมาณที่เพิ่มขึ้นชั่วขณะ  ดังนั้นจึงทำให้ผิวดูขาวขึ้น  แต่เนื่องจากกลูต้าไธโอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรมของเซลล์ สร้างเม็ดสีได้  ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเซลล์สร้างเม็ดสีก็กลับไปสร้างเม็ดสียูเมลานินมากตาม ปกติเหมือนเดิม  ดังนั้นผู้ที่ฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อให้ผิวขาวขึ้น จึงจำเป็นต้องฉีดในปริมาณมากกว่าขนาดที่ใช้ในการรักษาตามปกติหลายเท่าตัว เป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน จึงไม่จัดเป็นการดีท็อกซ์ และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวได้
 
การใช้กลูต้าไธโอนมีอันตรายหรือมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้าง?

 
ผลข้างเคียงที่น่ากลัวคือการฉีดยาใดๆก็ตามเข้าเส้นเลือดดำ ล้วนมีโอกาสที่จะแพ้ได้ทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ตัวยาเอง หรืออาจจะแพ้สารฆ่าเชื้อ สารกันเสีย สารปนเปื้อน ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดกลูต้าไธโอนในปริมาณสูงมี อาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 

การ ฉีดกลูต้าไธโอน มักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง เพื่อกระตุ้นให้ออกฤทธิ์ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการฉีดวิตามินซีในขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลมได้  หากใช้กลูต้าไธโอนในผู้ป่วยมะเร็ง อาจทำให้ประสิทธิภาพของเคมีบำบัดลดลง  การได้รับสารกลูต้าไธโอนในปริมาณมากมีผลทำให้กระบวนการต้านอนุมูลอิสระของ ร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระ กลับมาทำร้ายร่างกายได้
 
นอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีการนำสารกลูต้าไธโอน ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งยาปลอมที่ผลิตที่เวียดนาม และ จีน มาจำหน่ายและใช้อย่างผิดกฎหมาย  แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันมีการ โฆษณาขายกลูต้าไธโอนอย่างแพร่หลายทางอินเทอร์เน็ตราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจน ถึงเป็นหมื่นบาท ที่มีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาว เกิดความสนใจและซื้อหาไปทดลองฉีดกันเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อ และปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก
 

มีข่าวว่าการใช้สารกลูต้าไธโอนจะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่?

 
สำหรับข่าวการใช้สารกลูต้าไธโอนแล้วทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง สามารถอธิบายได้ว่า  การที่ร่างกายได้รับสารกลูต้าไธโอนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังและที่จอตามีปริมาณลดลง  ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลงและเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต  ทางวารสารทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้จัดว่ากลูต้าไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา   ส่วนเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนังจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงที่ผิวหนัง หากเม็ดสีที่ผิวหนังมีปริมาณลดลง ร่างกายก็จะขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็วและแก่เร็วขึ้น  รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย   ดังนั้น ถึงแม้ตัวสารกลูต้าไธโอนเองจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตในปริมาณมากกลับอันตรายยิ่งกว่าอนุมูลอิสระ เสียอีก
 
เหตุใดการฉีดกลูต้าไธโอนจึงต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดโดยตรง?
 
กลูต้าไธโอนมีทั้งชนิดฉีด ชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารชนิดนี้หากรับประทานจะถูกย่อยไปก่อนการดูดซึม  จึงมีผู้พยายามลองใช้ในปริมาณสูงๆ เพื่อหวังว่าจะดูดซึมได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาใดบอกว่าต้องกินมากแค่ไหนจึงจะดูดซึมได้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณที่กินมากๆนั้นจริงๆแล้วดูดซึมได้หรือเปล่า และผลข้างเคียงระยะยาวมีอะไรบ้าง
      
ส่วนยาชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือดโดยตรงน่าจะเพิ่มขนาดยาได้แน่ นอนกว่า  แต่ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำมีโอกาสที่จะแพ้ได้ กลูต้าไธโอนชนิดฉีดมีใช้ในคลินิกเอกชนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์  เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว   นอกจากนี้การฉีดยังเป็นการเพิ่มสารกลูต้าไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น  อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นสีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม จึงต้องทำให้ฉีดต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
 
สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาใดๆ ที่อวดอ้างว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้ เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีผลิตภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่าง ถาวร  ผลิตภัณฑ์หรือยาที่ใช้อาจช่วยได้เพียงชั่วคราว  แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็กลับไปผลิตเม็ดสีตามปกติ  ทั้งนี้การที่ประชาชนในแถบเอเชียหรือประเทศเขตร้อน มีผิวคล้ำถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังของเราน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิดธรรมชาติ

ที่มา:
บทความโดย
อ.พญ.ชนิตว์วัณณ์ ตรีวิทยาภูมิ
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
(หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับ 19 เมษายน 2552)

ดัดแปลงโดยเพิ่มเติมรูปภาพประกอบ

 



ย้อนกลับ
 
คู่มือการใช้งาน  คู่มือการใช้งาน
 ระบบสืบค้นข้อมูล
 
 
 
 
จำนวนผู้เยี่ยมชม
since 21/02/44 World Map  
ศูนย์วิทยบริการ ชั้น 4 อาคาร 3 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 library@fda.moph.go.th Ω